วิธีการอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังอย่างเป็นสุข

โรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะการที่ต้องทนอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานอาจทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลง และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตด้านต่าง ๆ อีกด้วย แต่ในเมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำ คือ ดูแลสุขภาพตนเอง และหาทางอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังอย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด โรคเรื้อรังนั้นมีหลายลักษณะและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจเกิดขึ้นในร่างกายเป็นเวลานานกว่าจะแสดงอาการ และอาจทำให้อวัยวะบางส่วนในร่างกายเกิดปัญหาหรือใช้งานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโรคเรื้อรังบางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นหรือลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ สล็อตออนไลน์ โดยตัวอย่างของโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย คือ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคข้ออักเสบ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ โรคเรื้อรังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างไร ? เมื่อเป็นโรคเรื้อรัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกับการเจ็บป่วยธรรมดา เพราะโรคทั่วไปอย่างโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดบวมนั้น เมื่อเป็นแล้วไม่นานผู้ป่วยก็จะหายจากโรคดังกล่าว แต่โรคเรื้อรังมักต้องใช้เวลานานกว่าจะควบคุมอาการได้ อีกทั้งบางโรคยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ ในชีวิตอีกด้วย โดยผลกระทบแต่ละด้านที่อาจเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง มีดังนี้ ผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิต โรคเรื้อรังบางชนิดอย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถยกของหนัก เคลื่อนไหวร่างกาย และหยิบจับสิ่งของได้สะดวก หรือโรคเบาหวานก็ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการบริโภคน้ำตาล และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอีกมากมาย เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต โรคหัวใจ เป็นต้น jumboslot ผลกระทบทางการเงิน กระบวนการรักษาบางขั้นตอนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จนอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบางคนได้ เช่น การฉายรังสีและการทำเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง หรือการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหัวใจ เป็นต้น ผลกระทบต่อครอบครัว…

Continue Reading

ยาต้านไวรัส HIV

การใช้ยาต้านไวรัส HIV นั้นมีจุดประสงค์หนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ทั้งก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อ หากพูดถึงวิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีคนส่วนใหญ่คนคงนึกถึงเพียงการสวมถุงยางอนามัย ซึ่งการสวมถุงยางนั้นเป็นวิธีป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่หากใช้ร่วมกับยาต้านไวรัส HIV ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้นหากใช้อย่างถูกต้อง บางคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับที่เรียกว่าการป้องกันเอชไอวีชนิด PrEP และชนิด PEP มาบ้างแล้ว หรือหากยังไม่รู้จักก็สามารถศึกษาได้จากบทความนี้ได้ สล็อตออนไลน์ PrEP คืออะไร ?PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) หรือเพร็พ เป็นการรับประทานยาต้านไวรัส HIVก่อนการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ยาชนิดนี้อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์กว่าร้อยละ 90 และจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นถึงกว่าร้อยละ 70 ยานี้ใช้รับประทานเป็นประจำตามคำสั่งแพทย์ ผู้ที่ควรใช้ยา PrEP เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อและผู้ที่ทราบว่ามีโอกาสเสี่ยงแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ การใช้ยา PrEP ร่วมกับถุงยางอนามัยนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากยิ่งขึ้น ผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้ควรไปพบแพทย์ผลทุก ๆ ประมาณ 3 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพและติดตามผลการรักษา ผู้ที่ควรใช้ PrEP คือผู้มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ HIV ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมหรือโรค ดังนี้ ผู้ที่คู่นอนมีเชื้อเอชไอวี และคู่นอนอยู่ในช่วงใช้ยาต้านไวรัสและรอดูผลการรักษาผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ทราบผลการติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่สวมถุงยางอนามัย และมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องผู้ที่ใช้สารเสพติดที่มีการฉีดครั้งสุดท้ายภายใน 6 เดือน รวมถึงผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นชายผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับผู้ที่ไม่ทราบผลการติดเชื้อ HIVผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาPrEP อาจมีความเสี่ยงและข้อควรระวัง…

Continue Reading

อาการเอดส์

เอดส์ หรือ AIDS ย่อมาจาก Acquired immunodeficiency syndrome เป็นอาการขั้นสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน หากไม่เข้ารับการรักษาจะส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ สล็อตออนไลน์ เอดส์คืออะไรเอดส์เป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นอาการขั้นสุดท้ายที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีที่สามารถติดต่อได้จากหลายช่องทาง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ทั้งจากการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร รวมถึงการให้นมบุตร เป็นต้น ซึ่งเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยและแทรกแซงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส อย่างวัณโรค ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคมะเร็งได้ในที่สุด สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสามารถไปตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เพื่อประเมินการทำงานของภูมิต้านทางของร่างกาย ซึ่งปกติแล้วผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงจะมี CD4 ประมาณ 500-1,500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอดส์ก็ต่อเมื่อมีจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีก็อาจไม่ได้เป็นเอดส์เสมอไป หากระบบภูมิต้านทานยังทำงานได้ดีอยู่หรือมีจำนวน CD4 มากกว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร อาการเอดส์เป็นอย่างไรผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าเชื้อไวรัสจะทำลายภูมิคุ้มกันจนนำไปสู่โรคเอดส์ ซึ่งเป็นอาการขั้นสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแล้ว จะสามารถพบอาการเอดส์ได้ ดังนี้ คลื่นไส้ อาเจียนท้องเสียอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียตลอดเวลาเหงื่อออกตอนกลางคืนมีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมที่บริเวณลำคอหรือขาหนีบ jumboslot มีไข้นานกว่า 10 วันมีอาการไอ และหายใจหอบเหนื่อยมีแผลในปาก จมูก ตามผิวหนัง…

Continue Reading