การดูแลตัวเองของคุณแม่ท้อง 4 เดือน

ผ่านมาเกือบครึ่งทางแล้วสำหรับคุณแม่ที่ตั้งท้อง 4 เดือน หรือช่วงที่มีอายุครรภ์ประมาณ 17-20 สัปดาห์ ในช่วงนี้ก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ซึ่งจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลุ้นและตื่นเต้นกันเรื่อย ๆ ในเดือนต่อ ๆ ไป และการดูแลสุขภาพในระยะนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน สล็อตออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ท้อง 4 เดือนการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งร่างกายของคุณแม่ที่ท้อง 4 เดือนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเผชิญปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือท้องผูก เป็นต้น ซึ่งนับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เพื่อบรรเทาอาการท้องผูกในระยะยาว รวมทั้งควรดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วยจุดด่างดำหรือฝ้าบนใบหน้า อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งควรป้องกันด้วยการทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้านคันตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง มือ และเท้า ซึ่งการทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นอาจช่วยให้อาการคันดีขึ้นได้ผิวแตกลาย มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยปัญหาผิวแตกลายมักดีขึ้นหลังจากคลอดบุตรแล้ว ทั้งนี้ ระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น โกโก้บัตเตอร์จากธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดรอยแตกลายที่เกิดขึ้น โดยควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ทุกครั้ง…

Continue Reading

ทริคสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับลูกน้อย

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคิดว่าควรเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านเมื่อลูกอ่านเขียนหนังสือได้แล้วเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเด็ก ๆ มักจะซึมซับนิสัยรักการอ่านจากการเลี้ยงดูได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ อีกทั้งการอ่านยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มาดูกันว่าเคล็ดลับสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง สล็อตออนไลน์ ประโยชน์ของการอ่าน พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กเติบโตจนรู้เรื่องราวจึงจะฝึกการอ่านให้ เหมือนที่สามารถพูดคุยหรือร้องเพลงให้ฟังแม้เด็กจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม เพราะเด็กเล็กจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ ซึ่งการอ่านหนังสือนิทานรูปภาพให้เด็กฟังก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการและยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้ เสริมทักษะการพูด ทารกจะจดจำลักษณะการออกเสียงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการพูดได้ตั้งแต่ในปีแรก ดังนั้น ยิ่งได้ซึมซับการอ่านออกเสียงและคำศัพท์จากพ่อแม่มากเท่าไร เด็กก็จะยิ่งเลียนแบบและพูดได้ดีขึ้นเท่านั้นเพิ่มทักษะการฟัง การจำ และเพิ่มคลังคำศัพท์ เด็กที่พ่อแม่พูดคุยด้วยหรืออ่านหนังสือให้ฟังบ่อย ๆ จะรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ฟัง และมีแนวโน้มจะมีทักษะการอ่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามพัฒนาการกระตุ้นทักษะด้านสังคม อารมณ์ และการคิด เด็กเล็กจะรับรู้ถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่สื่อออกมาผ่านการใช้เสียงที่แตกต่างกันไป ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้และคุ้นเคยกับการสื่อสาร อีกทั้งการอ่านยังกระตุ้นให้เด็กได้มองหรือชี้รูปภาพและตอบคำถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการคิดมากขึ้นช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น การอ่านให้เด็กฟังเป็นการปูแนวทางให้เด็กทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลข ตัวอักษร สี และรูปร่างต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน และยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยเลือกประเภทหนังสือให้เหมาะสมกับช่วงวัยของทารก เด็กทารกในช่วงอายุ 1 ปีแรกนั้นมีพัฒนาการที่รวดเร็ว โดยเด็กจะมีความสนใจและเกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพ่อแม่ควรเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของลูก ดังนี้…

Continue Reading

การเจริญเติบโตของทารกอายุ 6 เดือน

เมื่อเด็กทารกมีอายุ 6 เดือน พัฒนาการด้านต่าง ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เด็กอาจลุกขึ้นนั่งเองได้ เริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนมได้ หรือเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับคนใกล้ตัวและของเล่นชิ้นโปรด เป็นต้น ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยสังเกตว่าเด็กเติบโตขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ และอะไรที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้บ้าง เพื่อช่วยให้เจ้าตัวเล็กเติบโตอย่างสมบูรณ์และแข็งแรง สล็อตออนไลน์ เด็กทารกอายุ 6 เดือน เติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง ? ตัวอย่างการเจริญเติบโตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัย 6 เดือน มีดังนี้ การเติบโตทางร่างกาย ทารกเพศชายวัยนี้จะมีน้ำหนักตัวประมาณ 7.5 กิโลกรัม และมีความยาวจากหัวจรดเท้าประมาณ 65 เซนติเมตร ส่วนทารกเพศหญิงจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 6.5 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 64 เซนติเมตร แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น ซึ่งเด็กบางคนอาจมีน้ำหนักตัวหรือความยาวไม่ตรงตามค่าดังกล่าวก็ได้ เพราะเด็กทารกแต่ละคนมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ เด็กทารกในวัย 6 เดือนอาจเริ่มมีฟันขึ้นแล้ว ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยมีอาการเจ็บเหงือก น้ำลายไหล ร้องไห้ ไม่อยากอาหาร มีไข้ต่ำ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนด้วย การกิน ปกติแล้วเด็กทารกในวัยนี้จะดื่มนมแม่ทุก 3-4 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาที่ดื่มแต่ละครั้งอาจไม่เท่ากัน สิ่งที่สำคัญคือคุณแม่ควรให้เจ้าตัวเล็กดื่มนมจนอิ่ม คอยตรวจดูว่าน้ำนมจากเต้าใกล้หมดหรือยัง…

Continue Reading

การเจริญเติบโตของทารกอายุ 5 เดือน

เด็กทารกวัย 5 เดือนนั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นหลายด้าน เช่น เริ่มนั่งเองได้บ้างแล้ว มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น หรือเริ่มพยายามออกเสียงเลียนแบบ เป็นต้น แล้วยังมีพัฒนาการด้านใดอีกบ้าง รวมถึงคุณพ่อคุณแม่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยในวัยนี้ให้เติบโตสมวัยได้อย่างไร สามารถศึกษาได้จากบทความนี้ สล็อตออนไลน์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กทารกมีอายุ 5 เดือน การเจริญเติบโตของร่างกาย เด็กทารกในวัยนี้จะมีน้ำหนักตัวและความยาวของร่างกายเพิ่มขึ้น โดยเด็กผู้ชายจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 7 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 63 เซนติเมตร ส่วนเด็กผู้หญิงจะหนักประมาณ 6 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 62 เซนติเมตร ดังนั้น หากการเจริญเติบโตของลูกน้อยเป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว ก็อาจบอกได้ว่าเป็นเด็กทารกที่มีสุขภาพดี แต่ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น เด็กทารกบางคนอาจมีสุขภาพแข็งแรงดีแม้มีน้ำหนักหรือขนาดตัวไม่ตรงตามเกณฑ์ดังกล่าว การใช้กล้ามเนื้อ เจ้าตัวเล็กในวัย 5 เดือนนั้นอาจนั่งตัวตรงได้นานขึ้น หรืออาจนั่งโดยไม่ต้องคอยจับได้บ้างเล็กน้อย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรใช้หมอนช่วยประคองไว้ด้วย และเด็กบางคนอาจพลิกตัวมาอยู่ในท่านอนคว่ำเองได้แล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้เด็กนอนบนเตียงหรือบนที่สูง เพราะเด็กอาจกลิ้งตกลงมาจนรับบาดเจ็บได้ และผู้ปกครองอาจสังเกตเห็นว่าเด็กจะขยับขาหรือโยกขาไปด้วยในขณะที่พลิกตัว นั่นอาจแสดงถึงความพร้อมที่จะเริ่มคลานได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นอกจากการนั่งและการเคลื่อนที่แล้ว เด็กทารกอาจหยิบจับสิ่งของได้อย่างแข็งแรงขึ้น โดยเด็กอาจถือขวดนมได้เอง ใช้มือทั้งสองข้างดึงสิ่งของให้เข้ามาใกล้ตัว หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยมือของตนเองได้ด้วย การกิน การกินของเจ้าตัวเล็กในวัย 5 เดือนจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่เคย เพราะจากที่ให้เด็กดูดนมจากเต้า อาจต้องเปลี่ยนเป็นการให้ดูดนมจากเต้าและปั๊มนมเก็บไว้ด้วย…

Continue Reading

การเจริญเติบโตของทารกอายุ 7 เดือน

เด็กทารกอายุ 7 เดือนนั้น ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการทางร่างกาย ซึ่งเจ้าตัวเล็กในช่วงวัยนี้อาจเริ่มคลาน กลิ้งตัว และนั่งเองได้โดยไม่ต้องช่วยเหลือ นอกจากนี้ พัฒนาการและทักษะด้านอื่น ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดเช่นเดียวกัน โดยทารกบางรายอาจเริ่มกินอาหารบางอย่างนอกเหนือจากนมแม่และนมผงได้แล้ว อีกทั้งยังอาจเริ่มเข้าใจคำสั้น ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของทารกในวัยนี้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้สมบูรณ์อย่างสมวัย สล็อตออนไลน์ การเจริญเติบโตของลูกน้อยวัย 7 เดือน เมื่อเจ้าตัวเล็กเติบโตขึ้นจนมีอายุได้ 7 เดือนก็จะมีหลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งขนาดของร่างกาย ปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน รวมถึงเวลานอนด้วยเช่นกัน โดยมีรายละเอียดด้านต่าง ๆ ดังนี้ การเจริญเติบโตของร่างกาย เด็กทารกในวัยนี้อาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนประมาณ 450-560 กรัม และความยาวจากหัวจรดเท้าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 เซนติเมตร ทำให้เด็กทารกเพศชายอายุ 7 เดือนจะมีน้ำหนักประมาณ 8 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 68 เซนติเมตร ส่วนเด็กทารกเพศหญิงจะมีน้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 66 เซนติเมตร แต่การเจริญเติบโตของเด็กบางคนอาจไม่ตรงตามเกณฑ์ดังกล่าวก็ได้ นอกจากนี้ ลูกน้อยในวัย 5-7 เดือนอาจเริ่มมีฟันงอกขึ้นมาแล้ว…

Continue Reading

การรับมือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการนอนกรนเสียงดังหรือหายใจแรงผิดปกติขณะนอนหลับของลูกน้อย อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของ Obstructive Sleep Apnea หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือเป็นภาวะผิดปกติของการนอนหลับที่ค่อนข้างร้ายแรง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย การเรียนรู้ รวมทั้งการมีพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการผิดปกติขณะเด็กนอนหลับ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้ รวมทั้งศึกษาวิธีรับมืออย่างถูกต้องเพื่อการดูแลสุขภาพของลูกรัก สล็อตออนไลน์ Obstructive Sleep Apnea หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก เป็นอย่างไร ? ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Obstructive Sleep Apnea เป็นภาวะที่ทางเดินหายใจแคบลงหรือถูกปิดกั้นขณะนอนหลับ ส่งผลให้หายใจลำบากและมีออกซิเจนในเลือดต่ำลง โดยอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอเกิดการคลายตัวเป็นช่วง ๆ จึงทำให้ทางเดินหายใจแคบลงมากกว่าช่วงที่ตื่นตัวอยู่ ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น พันธุกรรม ภาวะน้ำหนักตัวเกิน ความผิดปกติของปาก กราม หรือคอ จนทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ลิ้นมีขนาดใหญ่ ความผิดปกติของต่อมทอนซิลหรือต่อมแอดีนอยด์ เยื่อบุโพรงจมูกบวมโตหรือมีอาการคัดจมูก รวมถึงภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ อย่างโรคดาวน์ซินโดรมหรือสมองพิการ เป็นต้น สัญญาณบ่งบอกถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก ภาวะนี้อาจพบได้ในเด็กตั้งแต่ช่วงวัยทารกจนถึงช่วงวัยรุ่น และอาจเกิดขึ้นจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยอาการที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะนี้ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตลูกได้ตั้งแต่เด็ก มีดังนี้ นอนกรนเสียงดัง ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกับการหายใจเสียงดังออกทางจมูก…

Continue Reading

เด็กนอนกรนเป็นอันตรายมั้ย

เด็กนอนกรน ปัญหาสุขภาพที่พ่อแม่ควรสังเกต ผู้ปกครองหลายคนอาจเคยพบอาการเด็กนอนกรนในบุตรหลาน แม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่รู้หรือไม่ว่าอาการนอนกรนของเด็กเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ อาจมีเด็กประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่มักนอนกรนในเวลากลางคืน และเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมักนอนกรนในช่วงของการหลับลึก ซึ่งอาการนอนกรนในเด็กไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงที่ดังรบกวนคนรอบข้าง แต่ในบางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยที่ร้ายแรง และส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่น ๆ สล็อตออนไลน์ อาการนอนกรนเป็นอย่างไร ? นอนกรน เป็นอาการที่มีเสียงเกิดขึ้นในระหว่างที่คนเรานอนหลับ เนื่องจากอากาศไม่สามารถเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจอย่างจมูกและปากได้อย่างอิสระ ส่งผลให้อวัยวะบางอย่างภายในปากและลำคอสั่นสะเทือนจนมีเสียงที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น บริเวณลิ้น ลำคอส่วนบน เพดานอ่อน หรือลิ้นไก่ เป็นต้น โดยปัญหาเด็กนอนกรนอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น มีน้ำหนักตัวมาก ทางเดินหายใจบริเวณจมูกถูกปิดกั้น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดหรือไซนัสอักเสบ ผนังกั้นช่องจมูกคด ต่อมทอนซิลหรือต่อมแอดีนอยด์บวมโต รวมถึงป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหืด หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น อาการนอนกรนกับภาวะเจ็บป่วยที่ควรระวัง แม้อาการนอนกรนหรือการหายใจเสียงดังอาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ปัญหาสุขภาพดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้เช่นกัน (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งภาวะนี้เป็นโรคนอนไม่หลับชนิดรุนแรงที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายได้หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยพ่อแม่อาจสังเกตอาการนอนกรนของเด็กและสัญญาณอาการที่ชี้ว่าเด็กอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดังนี้ jumboslot นอนกรนเสียงดังมากเหมือนผู้ใหญ่ กรนถี่ ๆ หรือกรนเกือบทุกคืนนอนกระสับกระส่าย หรือเด็กอาจมีท่านอนที่ผิดปกติหายใจไม่สะดวก จนทำให้หยุดหายใจขณะนอนหลับได้…

Continue Reading

ภาวะการขาดน้ำในเด็ก

หากเจ้าตัวน้อยมีไข้ ท้องเสีย อาเจียน หรือเสียเหงื่อมากหลังจากเล่นซนมาหมาด ๆ สิ่งที่ผู้ปกครองควรระวังอีกหนึ่งอย่าง คือ ภาวะขาดน้ำ เพราะการขาดน้ำอย่างรุนแรนอาจส่งผลต่อกระบวนการทำงานในร่างกาย และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากทารกและเด็กเล็กมักสื่อสารกับพ่อแม่ได้ยาก และช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ทำให้เสี่ยงต่อการขาดน้ำได้ง่าย จึงนับเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในการสังเกตอาการและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของลูกรัก โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำที่มักเกิดในเด็กมาฝากกัน สล็อตออนไลน์ สัญญาณของภาวะขาดน้ำในเด็กโดยปกติ คนเราจะสูญเสียน้ำในร่างกายทุกวันในรูปแบบของเหงื่อ น้ำตา ปัสสาวะ และอุจจาระ อีกทั้งยังระเหยออกมาจากผิวหนังหรือลมหายใจ ดังนั้น ในวันที่อากาศร้อน ระหว่างออกกำลังกาย หรือเล่นสนุก หากลูกน้อยมีไข้ ท้องเสีย อาเจียน หรือมีเหงื่อออกมาก ผู้ปกครองควรสังเกตอาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยอาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ดังนี้ ปากแห้งปัสสาวะน้อยกว่าปกติ อาจสังเกตได้ว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกไม่เกิน 6 ชิ้นต่อวันมีน้ำตาออกมาน้อยหรือไม่มีน้ำตาเลยขณะร้องไห้ผิวเย็นและแห้งฉุนเฉียวง่ายง่วงซึม หรือเวียนศีรษะตาโหลหรือตาลึกทารกหรือเด็กวัยหัดเดินอาจมีกระหม่อมบุ๋มเล่นน้อยกว่าปกติเด็กที่ขาดน้ำจากอาการท้องเสียอาจมีอุจจาระเหลวเด็กที่ขาดน้ำจากการอาเจียนหรือดื่มน้ำน้อยอาจถ่ายอุจจาระน้อยลงในกรณีที่มีอาการรุนแรง เด็กอาจจะมีอาการหงุดหงิดมาก ตาโหล รู้สึกง่วงซึมมาก มือเท้าเย็นและเปลี่ยนสีไปจากปกติ ผิวหนังเหี่ยวย่น และปัสสาวะเพียงวันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น หากลูกน้อยมีอาการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที jumboslot วิธีจัดการกับภาวะขาดน้ำในเด็กการรับมือกับภาวะขาดน้ำในเด็กที่ดีที่สุด คือ การชดเชยปริมาณของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไป โดยเด็กเล็กและทารกที่ขาดน้ำจากอาการท้องเสีย อาเจียน หรือเป็นไข้ ควรดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ (Oral Rehydration…

Continue Reading

เคล็ดลับฝึกพูด

การฝึกพูดเป็นวิธีที่จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทางด้านการสื่อสารเหมาะสมตามช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจไม่ทราบมาก่อนว่าทารกเริ่มจดจำและเรียนรู้จากเสียงตั้งแต่อยู่ภายในครรภ์ นอกจากการฝึกพูดจะช่วยเสริมพัฒนาการแล้ว ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติด้านการสื่อสารของเด็กได้ด้วย ในบทความนี้มีเคล็ดลับการฝึกพูดและลำดับพัฒนาการทางด้านการพูดในเด็กทารกและเด็กเล็กมาฝากกัน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย โดยปกติแล้ว เด็กเล็กมักเริ่มพูดเป็นคำชัดเจนเมื่อมีอายุ 1-2 ขวบ แต่ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ยอมพูดหรือมีการตอบสนองต่อการสื่อสารที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น นี่อาจเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ผิดปกติได้ ซึ่งการศึกษาพัฒนาการทางด้านการสื่อสารของทารกและเคล็ดลับในการฝึกพูดอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผน เพื่อรับมือหรือส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยได้ดีขึ้น สล็อตออนไลน์ ฝึกพูด พัฒนาการทางพูดในเด็กทารกข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงวัยอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนในการฝึกพูดกับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ง่ายขึ้นด้วย โดยพัฒนาการทางการพูดของทารก มีดังนี้ ช่วงอายุ 1-4 เดือนแรกทารกในช่วง 4 เดือนแรก มักสื่อสารด้วยเสียงอ้อแอ้ ใช้ปากทำเสียงต่าง ๆ ที่ไม่มีความหมาย และใช้โทนเสียงในการร้องไห้ที่ต่างกัน เพื่อแสดงความต้องการที่ต่างกัน ช่วงอายุ 5-6 เดือนในช่วง 5 เดือนจนถึงครึ่งปีแรก เจ้าตัวน้อยจะสามารถตอบสนองต่อการเรียกชื่อด้วยการหันไปหาที่มาของเสียง เริ่มตอบสนองต่อของเล่นที่มีเสียงและเสียงดนตรี รู้จักการใช้น้ำเสียงที่ต่างกัน เพื่อแสดงความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ช่วงอายุ 9-12 เดือนเด็กจะเริ่มสื่อสารด้วยการออกเสียงคำที่คุ้นเคยพร้อมแสดงท่าทางประกอบ เข้าใจการสื่อสารด้วยประโยคง่าย ๆ อย่างมาหาคุณแม่หน่อย รู้จักสิ่งของทั่วไป มีการเลียนแบบเสียงของคุณพ่อคุณแม่ โดยมักใช้คำที่มีพยางค์เดียว แต่การออกเสียงจะยังไม่ชัดเจนหรือสมบูรณ์ ช่วงอายุ 1-1 ขวบครึ่งในช่วงปีแรก เด็กจะเริ่มพูดคำง่าย ๆ และออกเสียงได้อย่างชัดเจน สามารถจดจำชื่อของคนอื่น ๆ ในครอบครัว รู้จักอวัยวะต่าง…

Continue Reading

สัญญาณเตือนปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็ก

อาการปวดท้องมักเป็นอาการที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก และยังเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็กที่พบได้บ่อย โดยสาเหตุอาจมาจากลูกน้อยรับประทานอาหารมากเกินไปหรืออยากเข้าห้องน้ำ แต่อาการบางอย่างจากระบบย่อยอาหารในเด็กก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองไม่ควรละเลย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและเรียนรู้ว่าสัญญาณเหล่านั้นเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งจะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลลูกน้อยให้กลับมามีสุขภาพดีได้เร็วขึ้น โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็กที่พบได้บ่อยมาให้ได้ศึกษากัน สล็อตออนไลน์ ปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็ก 4 สัญญาณเตือนปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็กโดยทั่วไป อาการที่บ่งบอกถึงปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็กอาจจะไม่รุนแรงและหายไปได้เอง ซึ่งสัญญาณหรืออาการที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยบ่อยครั้งมีดังนี้ อาเจียนอาเจียนในเด็กอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อไวรัส เมารถ อาหารเป็นพิษ มีไข้ ไอมากเกินไป รับประทานอาหารมากเกินไป ตื่นเต้น ประหม่าหรือกังวลมากเกินไป เป็นต้น บางครั้งก็อาจเกิดได้จากโรครุนแรง อย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตันได้อีกด้วย ซึ่งเด็กที่อาเจียนมักจะท้องเสีย ปวดท้อง หรือมีไข้ร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกอาเจียนบ่อยครั้ง อาเจียนปนเลือดหรือน้ำดี ไม่สามารถดื่มน้ำได้ พบสัญญาณของภาวะขาดน้ำอย่างปัสสาวะน้อยลง ริมฝีปากแห้ง ไม่มีเรี่ยวแรง หรือดูรู้สึกไม่สบาย นี่อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ปวดท้องปวดท้องเป็นอาการที่อาจเกิดได้จากปัญหาสุขภาพมากมาย ส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากภาวะท้องผูก ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ไวรัสลงกระเพาะ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และการรับประทานอาหารมากจนเกินไป นอกจากนี้ เด็กยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยในบางสาเหตุ เช่น เรอ ปวดเกร็งหน้าท้อง คลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายตัว ทั้งนี้ เด็กบางคนอาจอธิบายไม่ถูกว่าปวดท้องเพราะต้องการขับถ่าย ผู้ปกครองอาจลองพาลูกไปเข้าห้องน้ำดูก่อนและคอยสังเกตอาการเป็นระยะ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือปวดท้องนานกว่า…

Continue Reading