แนะนำการให้นมลูกสำหรับคุณแม่หลังคลอด

การให้นมลูกอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคุณแม่มือใหม่หลายรายที่คงอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่าให้นมลูกแบบไหนที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กดื่มนมจากอกได้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วทารกแรกเกิดที่มีสุขภาพแข็งแรงจะดูดนมครั้งละ 20-30 นาที ดังนั้น การให้นมลูกด้วยท่าทางที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกง่ายขึ้น และช่วยให้ลูกน้อยได้รับโคลอสทรัม (Colostrum) ซึงเป็นสารอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ถูกผลิตขึ้นในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่าให้นมลูกที่ถูกต้องทำอย่างไร ? การให้นมลูกที่ช่วยให้ลูกเข้าเต้าได้ดีขึ้น และทำให้คุณแม่รู้สึกสบาย ไม่เมื่อยจนเกินไป มีดังนี้ สล็อตออนไลน์ ท่านอนขวางบนตัก ทำได้โดยนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีเท้าแขนหรือเตียงที่มีหมอนหนุนหลัง วางเท้าบนม้านั่งเพื่อไม่ให้ตัวโน้มลงไปข้างหน้าตามแรงดูดนมของลูก จากนั้นอุ้มลูกน้อยวางบนตักและจับให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวคุณแม่โดยประคองศีรษะเด็กไว้ในอ้อมแขนข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกดูด ใช้มือและแขนประคองตัวลูกไว้แล้วใช้มืออีกข้างประคองเต้านมให้ตรงกับปากของเด็ก แต่ท่านี้อาจไม่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด เพราะการอุ้มลูกในท่านี้อาจกดทับแผลผ่าคลอดทำให้รู้สึกเจ็บได้ ท่านอนขวางบนตักแบบประยุกต์ เหมาะสำหรับทารกที่มีปัญหาการเข้าเต้า ซึ่งจะแตกต่างจากท่าให้นมลูกแบบนอนขวางบนตักที่การวางมือ โดยท่านี้จะใช้มือและแขนข้างตรงข้ามกับเต้านมที่ลูกดูดประคองตัวลูกไว้แล้วค่อย ๆ จับตัวลูกหันตะแคงเข้าหาตัวคุณแม่ จากนั้นจึงใช้มือประคองจับที่ต้นคอและท้ายทอยของลูกน้อย และใช้มืออีกข้างประคองเต้านมให้ปากของลูกอยู่ตรงกับหัวนมของคุณแม่พอดี ท่าอุ้มลูกฟุตบอล เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด คุณแม่ที่มีหน้าอกใหญ่หรือมีหัวนมแบน และทารกที่ตัวเล็กหรือมีปัญหาในการเข้าเต้า ซึ่งทำได้โดยอุ้มลูกไว้แนบลำตัวข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกดูด ให้จมูกของเด็กอยู่ในระดับเดียวกับหัวนม และให้ขาของเด็กชี้ไปทางด้านหลังของคุณแม่ ทั้งนี้ คุณแม่อาจใช้หมอนรองแขนด้วยในขณะใช้มือและแขนประคองศีรษะและลำตัวของลูกน้อย ท่านอนตะแคงข้าง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด คุณแม่ที่ประสบปัญหาการนั่งลำบากหลังคลอด และคุณแม่ที่ต้องการให้นมลูกในตอนกลางคืน ทำได้โดยนอนตะแคงแล้วใช้หมอนรองศีรษะ ไหล่ และใต้หัวเข่าเพื่อให้หลังและสะโพกตรงเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นจับลูกน้อยให้นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาคุณแม่ แล้วใช้มือด้านล่างประคองตัวและศีรษะของลูกให้ชิดกับลำตัวของคุณแม่ ซึ่งอาจใช้ผ้าหรือหมอนรองศีรษะเจ้าตัวเล็กเอาไว้และใช้มืออีกข้างประคองเต้านมเพื่อให้ลูกสามารถดูดนมแม่ได้ถนัดขึ้น ท่าให้นมลูกแฝด การให้นมลูกแฝดพร้อมกันถึง 2 คนอาจเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคุณแม่และอาจทำให้เกิดความกังวลได้ไม่น้อย ดังนั้น คุณแม่อาจลองให้นมลูกทีละคนสลับกันไปโดยใช้เทคนิคต่าง…

Continue Reading

การรักษาอาการทารกท้องเสีย

อุจจาระของทารกโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนนิ่ม ๆ และมีการขับถ่ายบ่อยครั้ง แต่อุจจาระของทารกท้องเสียจะมีลักษณะแตกต่างออกไป แต่อาการท้องเสียของลูกน้อยสังเกตจากอะไร เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง และมีวิธีบรรเทาอาการอย่างไร คุณพ่อคุณแม่สามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้ สล็อตออนไลน์ วิธีสังเกตอาการเมื่อทารกท้องเสีย คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่าในช่วงเวลาปกตินั้น อุจจาระของเจ้าตัวน้อยมีสี กลิ่น และมีลักษณะอย่างไร ซึ่งโดยปกติแล้วทารกแรกเกิดมักขับถ่ายหลังดื่มนมแม่และอุจจาระจะมีลักษณะค่อนข้างนิ่ม หากทารกสามารถรับประทานอาหารอื่น ๆ นอกจากนมแม่ได้แล้ว ส่วนบนของอุจจาระอาจมีลักษณะต่างกันไปตามอาหารที่รับประทาน และอุจจาระมักมีลักษณะเป็นก้อนมากขึ้น ส่วนอาการท้องเสียของทารกอาจสังเกตได้ยาก แต่หากพบว่าลูกน้อยขับถ่ายมากกว่าปกติและอุจจาระมีลักษณะเหลวผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทารกมีอาการท้องเสีย นอกจากนั้น อาจพบว่าอุจจาระมีมูกหรือเลือดปนออกมา หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติด้วย ซึ่งแม้อาการท้องเสียในทารกจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และไม่น่ากังวลเท่าใดนัก แต่หากทารกท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 วัน ก็อาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียของเหลวและเกลือแร่จำนวนมากจนอาจเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารก สาเหตุที่ทำให้ทารกท้องเสีย อาการท้องเสียของทารกอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสอะดิโน ไวรัสโนโร ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ หนาวสั่น และปวดเมื่อยตามร่างกายได้การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา สแตฟิโลค็อกคัส แคมปีโลแบคเตอร์ อีโคไล เป็นต้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้ทารกท้องเสียอย่างรุนแรง และอาจทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด อาเจียน…

Continue Reading

ช่วงเวลาและวิธีการที่เหมาะสมในการให้ลูกหย่านมแม่

ช่วงหย่านมแม่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับคุณแม่และเจ้าตัวน้อย เพราะทารกจะหงุดหงิดง่ายและอาจรู้สึกว่าตนใกล้ชิดกับแม่น้อยลงกว่าเดิม แต่หากคุณแม่ศึกษาการทำให้ลูกหย่านมได้อย่างถูกวิธี อาจช่วยให้เจ้าตัวน้อยอารมณ์ดีขึ้นและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือห่างเหินเมื่อไม่ได้อยู่ในอ้อมกอดแม่ขณะดื่มนมเหมือนแต่ก่อน สล็อตออนไลน์ ทารกควรหย่านมแม่เมื่อใด ? โดยปกติ ทารกควรดื่มนมแม่จนมีอายุประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นคุณแม่จึงค่อย ๆ ให้ทารกรับประทานอาหารชนิดอื่นร่วมกับการดื่มนมแม่ โดยทารกอาจยังคงดื่มนมแม่ต่อไปจนกระทั่งอายุ 1-2 ปี หรือนานกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ทารกแต่ละคนอาจหย่านมในช่วงอายุที่แตกต่างกัน ซึ่งบางรายอาจต้องหย่านมตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 6 เดือน โดยปัจจัยหลักที่ทำให้คุณแม่อาจต้องเริ่มให้ลูกน้อยหย่านม ได้แก่ ทารกเริ่มสนใจอาหารชนิดอื่นมากกว่านมแม่ หรืออาจถูกสิ่งอื่นดึงดูดความสนใจไปมากกว่าการดื่มนมจากเต้าคุณแม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานหรือเดินทางไกล ทำให้ไม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ แต่คุณแม่ก็สามารถปั๊มนมเพื่อเก็บสำรองเอาไว้ เพื่อให้คุณพ่อหรือผู้ดูแลทำหน้าที่ป้อนนมให้ทารกแทนคุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอให้ลูกดื่ม ซึ่งหากรู้สึกกังวลใจว่าอาจมีน้ำนมไม่พอ คุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีเพิ่มน้ำนมอย่างเหมาะสมคุณแม่รู้สึกเจ็บหัวนม หัวนมแตก หรือเจ็บหน้าอกขณะให้นม โดยมักเกิดจากลูกน้อยดูดนมผิดวิธี คุณแม่ที่ประสบปัญหานี้ควรไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเรียนรู้การจัดท่าทางการดูดนมของลูกให้ถูกต้องคุณแม่ที่เคยมีประวัติแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดอาจต้องงดให้นมทารกอีกคนก่อนวางแผนตั้งครรภ์ทารกคนต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ทั้งนี้ คุณแม่ที่มีปัญหาน้ำนมไม่พอหรือเจ็บหัวนมอาจไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกหย่านม เพราะจะสามารถกลับมาให้นมลูกได้ตามปกติหากได้รับการรักษาดูแลหรือได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้อง jumboslot เคล็ดลับในการช่วยให้ลูกหย่านมแม่อย่างถูกวิธี คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกหย่านมอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ ลองให้ลูกดื่มนมจากขวดหรือแก้วแล้วสังเกตปฏิกิริยา หากเด็กไม่แสดงท่าทีขัดขืนอาจเป็นสัญญาณว่าลูกพร้อมสำหรับการหย่านมแล้วลดความถี่ในการให้นมจากเต้าเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยสัปดาห์แรกให้ลดการให้นมลง 1 ครั้ง สัปดาห์ต่อมาให้ลดการให้นมลง 2 ครั้ง แล้วลดจำนวนครั้งลงต่อไปเช่นนี้เรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกน้อยค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้การดื่มนมจากขวด อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ลดการผลิตน้ำนมลงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ทำให้เต้านมคัดตึงหรืออักเสบลดเวลาในการให้นมจากเต้าลง…

Continue Reading

เทคนิคการดูแลเด็กบนเครื่องบิน

เด็กทารกเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายยังอ่อนแอ ทำให้บาดเจ็บหรือติดเชื้อได้ง่าย หากจำเป็นต้องพาเด็กทารกเดินทางไปด้วย จึงต้องดูแลเจ้าตัวน้อยมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งมีข้อกำหนดและกฎระเบียบมากมาย อีกทั้งยังมีผู้อื่นโดยสารไปด้วย จึงอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เกิดอุบัติเหตุ หรือเด็กอาจงอแงจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ผู้อื่น ดังนั้น ผู้ปกครองต้องวางแผนอย่างรัดกุม สล็อตออนไลน์ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนขึ้นเครื่องบิน ช่วงก่อนเดินทางเป็นช่วงที่ควรเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพราะการเดินทางอาจใช้เวลานานและไม่ได้แวะพักระหว่างทาง หากลืมของสำคัญหรือหากเด็กมีอาการผิดปกติอาจไม่สามารถช่วยได้ทันการณ์ จึงควรเตรียมความพร้อมให้ดี โดยสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียม มีดังนี้ สอบถามสายการบินเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ เช่น อายุขั้นต่ำของเด็กที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง ราคาตั๋วสำหรับเด็ก ขนาดของคาร์ซีทและรถเข็นเด็กที่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องได้ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสายการบิน จึงควรตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนก่อนวางแผนการเดินทางและเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็กที่ต้องใช้ระหว่างเดินทาง อย่างขวดนม น้ำเปล่า จุกหลอก ผ้าอ้อมสำหรับเปลี่ยนบนเครื่อง เสื้อผ้า และของเล่นเด็กพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องหู เพราะหากเด็กมีโรคประจำตัวหรือติดเชื้อใด ๆ จะได้ให้เด็กใช้ยารักษาหรือป้องกันอาการกำเริบในระหว่างเดินทางจดข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ใส่กระดาษและเก็บไว้ที่ตัวเด็กเพื่อป้องกันการพลัดหลง และจดไว้ในโทรศัพท์มือถือด้วยเพื่อป้องกันการลืมข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครอง อาการป่วยของเด็ก และยาที่เด็กใช้อยู่ เป็นต้นเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดแบบง่าย ๆ ไปด้วย เพราะเด็กอาจหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ บนเครื่องบินที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ เช่น ประตูห้องน้ำ หรืออุปกรณ์ในห้องน้ำ เป็นต้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในเด็กทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าผู้ใหญ่ jumboslot หากเป็นไปได้…

Continue Reading

ดูแลทารก 2 เดือน อย่างไร

เด็กทารกอายุ 2 เดือนจะเป็นช่วงที่มีพัฒนาการภายในร่างกายอย่างหลากหลาย ทั้งการเจริญเติบโต กล้ามเนื้อ ดวงตา และส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเด็กในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการบางอย่างที่เพิ่มจากช่วงเดือนแรก แต่การที่เด็กยังไม่สามารถพูดได้อาจเป็นอุปสรรคหนึ่งในการสื่อสาร ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจดูแลลูกน้อยเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กห่างไกลจากโรคร้ายและมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สล็อตออนไลน์ การเจริญเติบโตของเด็กทารกอายุ 2 เดือน เด็กทารกวัยนี้จะใช้เวลาไปกับการนอนเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพัฒนาการในแต่ละด้านก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยกล้ามเนื้อในร่างกายจะแข็งแรงขึ้นและเริ่มใช้งานได้ดีขึ้น รวมถึงมีการเจริญเติบโตในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงอาจแบ่งพัฒนาการของเด็กทารกวัย 2 เดือนออกเป็นแต่ละด้าน ดังนี้ การเจริญเติบโตทางร่างกาย เด็กทารกวัย 2 เดือนอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดือนแรกประมาณ 0.7-0.9 กิโลกรัม และมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5-3.8 เซนติเมตร ซึ่งเด็กทารกเพศชายในวัยนี้อาจมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5.6 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าประมาณ 58 เซนติเมตร ส่วนทารกเพศหญิงจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5.1 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าประมาณ 57 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม เด็กทารกที่มีสุขภาพดีบางคนอาจมีน้ำหนักหรือความยาวไม่ตรงกับเกณฑ์ดังกล่าว เพราะการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยการใช้กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อคอของเด็กจะแข็งแรงขึ้น โดยเด็กจะเริ่มยกคอในขณะนอนคว่ำ และควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ดีขึ้นเมื่อประคองตัวเด็กไว้ในท่านั่ง โดยเด็กในวัยนี้จะแบมือพอ ๆ กับกำมือ อีกทั้งยังชอบดูดนิ้วมือหรือกำปั้นของตัวเองอีกด้วย นอกจากนี้…

Continue Reading

อาหารไม่ย่อยในทารก

อาหารไม่ย่อยในเด็กทารกเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจคุณแม่ไม่น้อย เพราะมักจะทำให้ลูกน้อยงอแงจากอาการแน่นท้องและปวดท้อง ซึ่งอาการอาหารไม่ย่อยในทารกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากนม อาหาร หรืออาการอื่นที่คุณแม่อาจละเลยไป บางครั้งปัญหาอาหารไม่ย่อยในทารกยังอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพได้อีกด้วย อาหารไม่ย่อยเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กทารก โดยเฉพาะช่วงเดือนแรก ๆ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่ไม่อันตราย แต่คุณแม่ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้โดยไม่รักษา เบื้องต้นคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณและบรรเทาอาการดังกล่าวได้ด้วยตนเอง สล็อตออนไลน์ สาเหตุอาหารไม่ย่อยในทารกอาหารไม่ย่อยในทารกมักเกิดจากปัญหาหรือโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยอาจเกิดจากท้องผูก ท้องอืด กรดไหลย้อน โคลิค ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง แพ้นมวัว เป็นต้น อาการบ่งบอกเมื่อทารกอาหารไม่ย่อยปัญหาอาหารไม่ย่อยอาจส่งผลให้ลูกน้อยรู้สึกงอแงและไม่สบายตัว คุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากลักษณะอุจจาระ พฤติกรรม หรือท่าทางของลูกที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมไป เช่น ลักษณะของอุจจาระแข็งกว่าปกติและอาจทำให้ลูกน้อยเจ็บขณะเบ่งถ่าย โดยทารกอาจแสดงความรู้สึกผ่านการร้องไห้และการแสดงสีหน้ามีปัญหาในการนอนหลับ ลูกน้อยอาจหลับยาก ตื่นบ่อยมีปัญหาในรับประทานอาหารหรือทารกไม่ยอมดื่มนมร้องไห้บ่อยและดังกว่าปกตินอกจากนี้ โรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้ภายในลำคอของทารกเกิดระคายเคืองได้ ซึ่งอาจสังเกตได้จากอาการไอหรือเสียงแหบที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการข้างต้น อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการอาหารไม่ย่อยอาจไม่แสดงอย่างชัดเจน คุณแม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมการรับประทานและอารมณ์ของลูกน้อยอยู่เสมอ jumboslot วิธีรับมือเมื่อทารกอาหารไม่ย่อยคุณแม่อาจดูแลเบื้องต้นด้วยวิธีต่อไปนี้ หากคุณแม่อยู่ในช่วงที่ให้นมลูกได้ อย่างแรกควรสังเกตอาหารการกินของตนเอง โดยเริ่มจากลองงดอาหารประเภทนม คาเฟอีน แล้วดูการเปลี่ยนแปลงการย่อยอาหารของลูกน้อย หรืออาจต้องระวังอาหารรสจัดหรือของเผ็ดไปจนถึงอาหารที่ทำให้ท้องอืด อย่างหัวหอมหรือกะหล่ำปลี แต่หากลูกน้อยอาการเหมือนเดิมแม้ว่าปรับอาหารแล้ว แสดงว่าอาหารที่คุณแม่รับประทานอาจจะไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งคุณแม่สามารถกลับไปรับประทานแบบเดิมได้ หากคุณแม่ให้นมผงแบบชง อาจลองลดปริมาณนมผงในการชงต่อครั้งให้น้อยลง แต่ป้อนนมให้บ่อยขึ้นแทน และอาจลองเปลี่ยนยี่ห้อหรือสูตรของนมผงที่ใช้อยู่ หลังกินนมทุกครั้ง คุณแม่ควรอุ้มหรือจัดท่าให้ลูกน้อยนั่งแล้วลูบหลังสักพัก เพื่อให้เรอออกมา ลองนวดท้องหรือจับเท้าของลูกน้อยให้ทำท่าปั่นจักรยานอากาศ แต่ไม่ควรทำระหว่างการป้อนหรือหลังป้อนอาหารใหม่ ๆ หากลูกน้อยสามารถรับประทานอาหารได้แล้ว คุณแม่อาจลองเพิ่มผลไม้ในมื้ออาหาร…

Continue Reading

อุจจาระสีเขียวในทารก

อุจจาระสีเขียวของทารกอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ตกใจ แต่จริง ๆ แล้วอุจจาระสีเขียวเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างอาหารที่รับประทาน ปัญหาในระบบทางเดินอาหาร หรือการได้รับธาตุเหล็ก ซึ่งบางสาเหตุอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพของลูกน้อยได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ ตามธรรมชาติแล้ว ทารกจะขับถ่ายอุจจาระออกมาจากร่างกายครั้งแรกภายในเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังการคลอด โดยอุจจาระของทารกจะมีลักษณะเหนียว มีสีเขียวปนเทาหรือปนดำเรียกว่าขี้เทา แต่สีของอุจจาระจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหรืออาจจะเป็นสีเขียวอยู่บ้างตามปริมาณนมแม่ที่เด็กได้รับ หากทารกเริ่มรับประทานนมผงหรืออาหารเหลวได้แล้ว อุจจาระของทารกจะเป็นสีเหลืองเข้ม น้ำตาล หรือเขียวเข้มตามอาหารหรือนมที่ทารกรับประทานเข้าไป สล็อตออนไลน์ สาเหตุของอุจจาระสีเขียวในทารกแม้ว่าอุจจาระสีเขียวของทารกอาจเป็นเรื่องปกติ แต่บางครั้งอาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดสีเขียวได้ เช่น รับประทานอาหารสีเขียวอุจจาระของทารกเป็นสีเขียวอาจเป็นผลมาจากคุณแม่รับประทานอาหารที่มีสีเขียวในช่วงที่ให้นมลูก อย่างผักใบเขียวหรืออาหารแต่งสี หรืออาจเป็นผลมาจากทารกเริ่มรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบสีเขียว อย่างถั่วบางชนิดหรือผักปวยเล้ง ด้วยเหตุนี้ การรับประทานของตัวคุณแม่หรือทารกเองอาจส่งผลต่อสีของอุจจาระของทารกได้ ได้รับน้ำนมส่วนหน้าและส่วนหลังในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ในระหว่างการให้นมแม่ น้ำนมแต่ละช่วงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยน้ำนมที่ผลิตออกมาในช่วงแรกเรียกว่า น้ำนมส่วนหน้า (Foremilk) จะมีไขมันต่ำและน้ำตาลสูง จากนั้นน้ำนมจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำนมที่มีไขมันและแคลอรี่สูงขึ้น เรียกว่า น้ำนมส่วนหลัง (Hindmilk) แต่หากทารกได้รับน้ำนมส่วนหน้ามากเกินไปอาจทำให้ปริมาณน้ำตาลไม่สมดุลกับปริมาณไขมันที่ควรได้รับจนเกิดการย่อยอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุจจาระของทารกเป็นสีเขียว มีลักษณะเหลว และเป็นฟอง ส่วนใหญ่แล้ว อุจจาระเป็นสีเขียวจากสาเหตุนี้มักไม่เป็นอันตรายตราบใดที่ทารกยังมีสุขภาพดีและมีน้ำหนักสมวัยตามเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม การให้ทารกดูดนมจนเกลี้ยงเต้าจะช่วยให้ทารกได้น้ำนมส่วนหน้าและส่วนหลังในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะสามารถช่วยให้อาการดังกล่าวหายไปได้ ทารกไม่สบาย jumboslot ในกรณีที่ทารกมีอาการท้องเสียหรือเกิดการติดเชื้อไวรัส อาจส่งผลให้อุจจาระของทารกมีสีเขียว…

Continue Reading