อาการหลังคลอดที่คุณแม่ต้องรับมือ

ช่วงเวลาหลังคลอด คุณแม่ลูกอ่อนอาจง่วนอยู่กับการดูแลเจ้าตัวน้อยทั้งวันทั้งคืนจนละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าระยะนี้เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวหลังจากต้องอุ้มท้องนานถึง 9 เดือน คุณแม่ควรเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น และพร้อมดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ด้วย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ระยะหลังคลอด หรือประมาณ 6 สัปดาห์แรกหลังจากคลอดลูก เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงและกำลังฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ โดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่คุณแม่มักประสบในช่วงนี้ มีดังนี้ สล็อตออนไลน์ อาการเจ็บแผลผ่าคลอดโดยปกติคุณแม่ที่ผ่าคลอดจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 วัน แพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งอาจใช้เวลาต่ออีกประมาณ 6-8 สัปดาห์ แผลผ่าคลอดจึงปิดสนิทและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ในระหว่างนี้จนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อแผล อย่างการทำงานบ้าน การออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่ให้ลุกเดินช้า ๆ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและอาการท้องผูก นอกจากนั้น ควรใช้มือประคองหน้าท้องไว้ระหว่างที่ไอหรือจามด้วย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดกับแผล อาการเจ็บช่องคลอดคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติและต้องตัดฝีเย็บเพื่อขยายปากช่องคลอด หรือช่องคลอดฉีกขาดระหว่างคลอด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณช่องคลอดราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาที่แผลสมานตัวจะขึ้นอยู่กับขนาดของแผลด้วย โดยคำแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลได้ นั่งบนหมอนหรือเบาะรองนั่งทรงวงแหวนใช้เจลเก็บความเย็นประคบที่แผลใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นวิชฮาเซล โดยนำไปแช่เย็นแล้ววางลงบนผ้าอนามัย ก่อนสวมใส่ชั้นในตามปกติ เพราะสารสกัดชนิดนี้อาจมีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน อาการเจ็บปวด หรือการอักเสบได้นั่งแช่น้ำอุ่นประมาณ 5 นาที โดยเติมน้ำในอ่างให้มิดสะโพก ทั้งนี้ หากรู้สึกว่าน้ำเย็นช่วยให้อาการเจ็บทุเลาลงมากกว่า สามารถเปลี่ยนจากการแช่น้ำอุ่นเป็นน้ำเย็นได้เช่นกันใช้ขวดพลาสติกชนิดบีบพ่นได้พ่นน้ำอุ่นลงบนฝีเย็บ…

Continue Reading

ลักษณะอาการเจ็บท้องคลอด

เจ็บท้องคลอดเป็นอาการที่ผู้หญิงตั้งครรภ์หลายคนหวาดกลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการนี้อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะมีวิธีต่าง ๆ ที่ช่วยให้คุณแม่รับมือกับความเจ็บปวดได้ดีขึ้น อย่างการนวดขณะคลอด หรือการใช้ยาบรรเทาอาการปวดและยาชาจากแพทย์ ดังนั้น หากเตรียมตัวให้ดี หาข้อมูลรอบด้านให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อาการเจ็บท้องคลอดก็อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป อาการเจ็บท้องคลอดเกิดจากการที่มดลูกบีบตัวเพื่อให้ทารกในครรภ์คลอดออกมา แต่ก็อาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออาการเจ็บท้องที่เกิดขึ้นขณะคลอดได้ด้วย เช่น ขนาดตัวของเด็ก ตำแหน่งของเด็กขณะอยู่ในท้อง ความแรงในการบีบตัวของมดลูก หรือระยะเวลาในการคลอด เป็นต้น สล็อตออนไลน์ โดยอาการเจ็บท้องคลอดนั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ อาการเจ็บท้องเตือน เกิดจากกล้ามเนื้อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่ใกล้เข้ามา โดยคุณแม่จะรู้สึกแน่นบริเวณช่วงท้อง และรู้สึกเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงมีความเจ็บปวดและระยะเวลาไม่เท่ากัน รวมถึงบริเวณที่เจ็บอาจเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งอาการจะหายไปเมื่อคุณแม่เดิน หยุดพัก หรือเปลี่ยนอิริยาบถ อาการเจ็บท้องจริง เกิดจากการบีบตัวของมดลูกที่เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด โดยจะมีอาการแบบไม่ตายตัวและแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งอาการที่มักพบได้บ่อย คือ ปวดตื้อ ๆ บริเวณหลังและท้องส่วนล่าง คุณแม่บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณข้างลำตัวและต้นขา และปวดคล้ายกับอาการปวดประจำเดือนหรือท้องเสียแต่มีความรุนแรงมากกว่าด้วย ทั้งนี้ อาการเจ็บท้องจริงจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นตามการบีบตัวของมดลูก นอกจากนี้ ความเจ็บปวดจากการเจ็บท้องจริงนั้นยากจะบรรเทาอาการ ไม่ว่าจะด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถหรือการใช้ยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดก็ตาม อย่างไรก็ตาม…

Continue Reading

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับคนท้อง

คุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่มักต้องการคำแนะนำในการดูแลร่างกายของตนเองและลูกน้อยในครรภ์ ทั้งจากคนใกล้ชิด ผู้ที่เคยผ่านการตั้งครรภ์ รวมถึงสื่อต่าง ๆ หลายช่องทาง โดยเฉพาะพวกสื่อออนไลน์ แต่คำบอกเล่าจากบุคคลและสื่อเหล่านั้นอาจไม่เป็นความจริงเสมอไป พบแพทย์ได้รวบรวม 10 ความเชื่อของการตั้งครรภ์ที่คนท้องมักเข้าใจผิดพร้อมคำอธิบายมาไว้ในบทความนี้ !! สล็อตออนไลน์ คนท้องไม่ควรออกกำลังกาย นอกจากการตั้งครรภ์จะทำให้คุณแม่เคลื่อนไหวลำบากจนอาจไม่อยากขยับตัวหรือลุกขึ้นไปไหน คนท้องหลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าการออกกำลังกายจะกระทบกระเทือนต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วย แต่แท้จริงแล้วการออกกำลังกายเบา ๆ นั้นกลับเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์หลายประการ ทั้งช่วยลดความอ่อนเพลีย ลดความเครียด ลดอาการปวดหลัง รวมถึงช่วยปรับสรีระและเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการคลอดบุตรด้วย นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์ อาจช่วยป้องกันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย คนท้องไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ คนทั่วไปอาจคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบต่อเด็กในท้อง แต่ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริงเสมอไป หากแพทย์ไม่ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ห้ามมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์นั้นก็ถือว่ายังปลอดภัยทั้งต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย คนท้องต้องกินข้าวมากขึ้นเป็น 2 เท่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนท้องอาจรู้สึกหิวบ่อยกว่าปกติ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารของตนเองให้พอเหมาะ และไม่จำเป็นต้องบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะผู้หญิงตั้งครรภ์นั้นต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยเพียงวันละ 300 แคลอรี่เท่านั้น นอกจากนี้ การกินอาหารมากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพครรภ์ได้ โดยปกติคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 12-16 กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ด้วย jumboslot คนท้องควรกินอาหารเพียง 3 มื้อเท่านั้น คุณแม่ตั้งครรภ์อาจคิดว่าตนเองควรกินอาหารให้ครบ 3 มื้อตามปกติก็เพียงพอแล้ว รวมถึงไม่ควรกินอาหารว่างระหว่างมื้อเพราะจะทำให้อ้วนง่าย แต่จริง ๆ…

Continue Reading

โปรดระมัดระวังอาการน้ำเดิน

ในช่วงใกล้คลอด คุณแม่หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับอาการน้ำเดินว่าจะเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะสังเกตได้อย่างไรว่าของเหลวที่ไหลออกมาเป็นเพียงปัสสาวะหรือน้ำเดินที่เป็นสัญญาณเตือนใกล้คลอด ซึ่งคุณแม่มือใหม่สามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ สล็อตออนไลน์ ทำความรู้จักกับน้ำเดิน น้ำเดิน หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ (Premature Rupture of Membranes: PROM) เกิดขึ้นเมื่อถุงน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มตัวทารกนั้นกำลังจะแตกหรือรั่วก่อนการเจ็บครรภ์ ทำให้มีน้ำคร่ำไหลออกมาจากช่องคลอด โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บอกว่าทารกพร้อมลืมตาออกมาดูโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีคุณแม่ก็อาจเผชิญอาการน้ำเดินในระยะก่อนหน้านี้ได้เช่นกัน จะเป็นอย่างไรถ้าน้ำเดินเกิดก่อนกำหนด ? ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด (Preterm PROM) สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เคยมีน้ำเดินก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ถุงน้ำคร่ำอักเสบติดเชื้อ ปากมดลูกสั้น มีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ มีน้ำหนักตัวน้อยหรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน สูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติดในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นต้น โดยปกติแล้วเมื่อคุณแม่มีน้ำเดินในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด หรือตั้งแต่หลังสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป แพทย์มักให้รอดูอาการที่โรงพยาบาลว่าคุณแม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะคลอดบุตรหลังมีน้ำเดินประมาณ 12 ชั่วโมง แต่หากไม่สามารถคลอดเองได้ แพทย์มักเร่งให้เกิดการคลอดบุตรเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น แต่หากคุณแม่มีน้ำเดินในช่วงสัปดาห์ที่ 24-34 ของการตั้งครรภ์…

Continue Reading

การกินซูชิอย่างปลอดภัย

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนที่เป็นสาวกอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิหรือปลาดิบ อาจกังวลว่าตัวเองสามารถกินอาหารตามเดิมก่อนหน้าจะอุ้มท้องได้หรือไม่ ซึ่งบางคนก็เข้าใจผิดคิดว่าจำเป็นต้องงดกินซูชิ แต่จริง ๆ แล้วซูชิที่ผ่านการปรุงสุกอย่างถูกวิธีนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพครรภ์ แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลือกหรือควรเลี่ยงกินซูชิประเภทไหนบ้างนั้น มาดูกันเลย ! สล็อตออนไลน์ ทำไมคนท้องถึงไม่ควรกินปลาดิบ ? คนท้องต้องพิถีพิถันในการเลือกกินอาหารเป็นพิเศษ เพราะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักมีภูมิคุ้มกันลดลง จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้ง่าย ซึ่งแม้คนท้องจะกินซูชิได้ ก็ควรเลือกซูชิแบบที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น เพราะปลาดิบ รวมถึงอาหารทะเลดิบ ๆ เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุผลดังนี้ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิและเชื้อจุลินทรีย์ ปลาดิบ รวมถึงกุ้งดิบ หอยดิบ หรือปูดิบ ล้วนเสี่ยงต่อการปนเปื้อนปรสิต เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย เช่น พยาธิชนิดต่าง ๆ โนโรไวรัส เชื้ออหิวาต์ เชื้อซาลโมเนลลา และเชื้อลิสทีเรีย เป็นต้น ทั้งนี้ แม้ปลาดิบน้ำจืดมีโอกาสปนเปื้อนพยาธิสูง แต่ก็ใช่ว่าปลาดิบน้ำเค็มจะปลอดภัยเสมอไป ปลาน้ำเค็ม โดยเฉพาะแซลมอน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิอะนิซาคิส หากกินอาหารที่มีพยาธิชนิดนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้มีโอกาสค่อนข้างน้อยก็ตาม นอกจากพยาธิแล้ว เชื้อลิสทีเรียก็เป็นแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งที่มักปนเปื้อนมากับปลาดิบในระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าคนท้องมีโอกาสติดเชื้อลิสทีเรียสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า อีกทั้งเชื้อชนิดนี้ยังสามารถแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ผ่านทางรกได้ แม้ว่าแม่จะไม่แสดงอาการป่วยเลยก็ตาม โดยแม่ที่ติดเชื้ออาจเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร…

Continue Reading

คนท้องนอนไม่หลับ แก้ได้อย่างไร

คนท้องนอนไม่หลับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มักพบได้ในระหว่างตั้งครรภ์ และแม้ว่าคนท้องอาจมีแนวโน้มนอนหลับได้มากขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แต่คุณภาพในการนอนนั้นกลับลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหานอนไม่หลับอาจส่งผลให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยล้าในช่วงกลางวัน และทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ หากคุณแม่เพิกเฉยต่อปัญหาดังกล่าวก็อาจมีผลกระทบต่อทั้งตนเองและลูกน้อยที่อยู่ในท้องด้วย ดังนั้น มาดูกันว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีแนวทางรับมือปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง ? สล็อตออนไลน์ ทำไมคนท้องอาจมีปัญหานอนไม่หลับ ? นอนไม่หลับเป็นปัญหาที่อาจทำให้คุณแม่มีอาการนอนหลับยาก ตื่นขึ้นมากลางดึก หรืออาจมีอาการทั้ง 2 อย่าง ซึ่งปัญหาคนท้องนอนไม่หลับนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ โดยมีแนวโน้มพบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ อาการนอนไม่หลับอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง คัดเต้านม รู้สึกไม่สบายท้อง เป็นตะคริวที่ขา หายใจไม่อิ่ม แสบร้อนกลางอก นอนกรน หรือวิตกกังวล เป็นต้น วิธีรับมือกับปัญหาคนท้องนอนไม่หลับ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ การรักษาโรคนอนไม่หลับอาจมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ เพราะยานอนหลับหลาย ๆ ประเภทอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกน้อยในท้อง คุณแม่จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรับมือปัญหานี้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ รวมทั้งหมั่นดูแลตนเองเพื่อบรรเทาปัญหาคนท้องนอนไม่หลับ โดยปฏิบัติตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนนอน เข้านอนแต่หัวค่ำและนอนในเวลาเดียวกันทุกคืน รวมถึงเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ซึ่งอาจช่วยให้คุณแม่รู้สึกดียิ่งขึ้นหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือหรือการดูโทรทัศน์ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาจส่งผลต่อวงจรการทำงานของร่างกายได้ หรือที่เรียกว่าจังหวะเซอร์คาเดียน (Circadian Rhythms)ผ่อนคลายด้วยการอาบน้ำอุ่น เพราะอาจช่วยให้คุณแม่รู้สึกง่วงนอน แต่ควรระมัดระวังไม่ให้อุณหภูมิของน้ำนั้นร้อนจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ในเดือนแรก…

Continue Reading

แนะนำการออกกำลังกายหลังคลอด

ออกกำลังกายหลังคลอดอย่างปลอดภัยได้สุขภาพการออกกำลังกายหลังคลอดเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและความฟิตของร่างกายคุณแม่หลังจากคลอดลูก เพราะในช่วงที่ตั้งครรภ์ ร่างกายนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้น น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ยังคงอยู่หลังคลอดอาจทำให้คุณแม่รู้สึกรำคาญใจได้ โดยบทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการออกกำลังกายหลังคลอดที่ทั้งง่ายและปลอดภัย สามารถทำได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมถึงสิ่งควรรู้ก่อนการออกกำลังกายมาให้ได้ศึกษากัน สล็อตออนไลน์ เมื่อไหร่จึงเริ่มออกกำลังกายหลังคลอดได้ ?คุณแม่หลายคนอาจกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเริ่มต้นออกกำลังกายหลังจากคลอดลูก ซึ่งวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า หากคุณแม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์แล้วก็สามารถเริ่มออกกำลังกายอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปได้ โดยส่วนใหญ่คุณแม่ควรเริ่มต้นออกกำลังกายเมื่อผ่านการคลอดทารกไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม อาจทดลองออกกำลังกายง่าย ๆ ด้วยการเดินก่อน ในช่วงแรกอาจเริ่มเดินวันละ 5 นาที โดยหลังจากเดินเสร็จให้สังเกตว่ามีความผิดปกติเกิดหรือไม่ อย่างมีเลือดออก ปวดท้อง หรือมีอาการอื่น ๆ หากไม่พบอาการผิดปกติ คุณแม่ก็อาจค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาการเดินในวันต่อ ๆ ไป และหากต้องการเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายหรือเปลี่ยนวิธีในการออกกำลังกาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจความพร้อมของร่างกาย รวมทั้งสอบถามถึงรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ เพื่อความสบายใจ ควรถามในสิ่งที่ตนเองกังวลกับแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาที่ถูกต้อง และอย่างสุดท้ายก่อนการเริ่มออกกำลังกาย คือ ควรเก็บเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ใกล้ตัวหรือในที่ที่หยิบง่ายสำหรับใช้ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายหลังคลอดในการออกกำลังกายหลังคลอดนั้นมีหลายสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทั้งช่วงก่อนเริ่ม ในระหว่าง และหลังออกกำลังกาย ดังนี้ ตรวจสอบความพร้อม การคลอดทารกนั้นอาจต้องการเวลาฟื้นฟูร่างกาย…

Continue Reading

ออกกำลังกายเพื่อกระชับสัดส่วนหลังคลอด

การออกกำลังกายหลังผ่าคลอดเป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม เนื่องจากร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากในระหว่างการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอดลูกน้อย ทั้งความแข็งแรง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ลดลง น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และแผลผ่าตัดในคุณแม่ที่ต้องผ่าคลอด แต่การออกกำลังกายหลังผ่าคลอดนี้ หากทำไม่ถูกต้องก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ บทความนี้จึงรวบรวมท่าออกกำลังกายที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ที่คลอดบุตรด้วยการผ่าคลอดมาให้ได้ศึกษากัน การออกกำลังหลังผ่าคลอดอาจเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความทนทาน ลดอาการเหนื่อยง่าย และทำให้อารมณ์ดีขึ้นแล้ว การออกกำลังหลังคลอดยังอาจช่วยลดปัญหาสุขภาพหลังการคลอดลูก อย่างปัสสาวะเล็ดหรือปวดหลังได้อีกด้วย สล็อตออนไลน์ ท่าออกกำลังกายหลังคลอด สิ่งที่ควรรู้ก่อนออกกำลังกายหลังผ่าคลอดคุณแม่ที่ผ่านการผ่าคลอดนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จึงอาจมีข้อจำกัดและคำแนะนำบางอย่างที่คุณแม่ควรทราบก่อนเริ่มออกกำลังกาย โดยทั่วไป ออกกำลังกายหลังผ่าคลอดสามารถเริ่มทำได้หลังการผ่าตัดอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และควรสอบถามแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไปออกกำลังกายเมื่อร่างกายพร้อม เช่น ไม่มีอาการหอบเหนื่อย หน้ามืด หรือภาวะบาดเจ็บอื่น ๆ เป็นต้นควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดระมัดระวังไม่ให้กลั้นหายใจระหว่างออกกำลังกายไม่ควรหักโหมจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้จิบหรือดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตลอดการออกกำลังกายไม่ควรเล่นเวทเทรนนิ่ง และยกของหนักในช่วง 8 สัปดาห์แรกไปพบแพทย์ทันทีเมื่อเกิดอาการผิดปกติระหว่างออกกำลังกาย โดยเฉพาะคลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด มีอาการปวดเรื้อรังหรือรุนแรง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หายใจถี่ มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือเป็นลมท่าออกกำลังกายหลังผ่าคลอดคุณแม่ควรเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยความนุ่มนวลและค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยท่าออกกำลังกายที่คุณแม่สามารถทำได้เองที่บ้านมี ดังนี้ jumboslot Belly breathingท่านี้เป็นการออกกำลังกายผ่านการกำหนดลมหายใจและควบคุมกล้ามเนื้อหน้าท้อง สามารถทำได้ขณะยืน นอนราบ หรือนั่งบนเก้าอี้ อาจเริ่มต้นด้วยการนอนลงบนเตียง ผ่อนคลายร่างกายตามสบาย วางมือไว้บนหน้าท้อง จากนั้นหายใจเข้าช้า ๆ ให้มือรู้สึกถึงหน้าท้องที่ขยายออก แล้วค่อย…

Continue Reading

สาเหตุของการแท้ง

เป็นเรื่องธรรมดาของคุณแม่มือใหม่ที่จะกังวลเรื่องการแท้งบุตร ซึ่งถือเป็นการสูญเสียที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดขึ้น โดยสาเหตุของการแท้งส่วนใหญ่มักไม่สามารถควบคุมได้และยากที่จะรู้ว่าแท้งเพราะเหตุใด โดยเฉพาะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แต่หากได้เรียนรู้ถึงสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ หมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และระมัดระวังตนเองอยู่เสมอก็อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการแท้งบุตรได้ การแท้ง คือการสูญเสียตัวอ่อนในครรภ์ในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ กล่าวกันว่ามีคนท้องประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน่าเศร้านี้ โดยภาวะดังกล่าวมักเกิดในช่วงก่อนหมดประจำเดือนหรือบางคนอาจแท้งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังท้องอยู่ ขณะที่คุณแม่อีกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มักจะแท้งบุตรในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ บางรายอาจแท้งบุตรหลังจากตั้งครรภ์ไปแล้ว 5 เดือน แต่จะพบได้น้อยมาก สล็อตออนไลน์ สาเหตุของการแท้งที่พบได้บ่อยการแท้งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคภัยไข้เจ็บ การใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ถึงมาก่อน โดยสาเหตุสำคัญที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้ โครโมโซมทารกผิดปกติความผิดปกติของโครโมโซมในทารกเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการแท้งบุตรในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้ว โครโมโซมจะเป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะของทารก อย่างสีผม สีดวงตา การเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย ดังนั้น หากโครโมโซมเกิดความเสียหายหรือมีจำนวนผิดแปลกไปจากเดิมก็อาจทำให้ทารกไม่สามารถพัฒนาได้อย่างปกติ จนสุดท้ายเกิดการแท้งในที่สุด โดยภาวะนี้ไม่สามารถป้องกันได้ และปัญหาดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงสูงขึ้นหากตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การแท้งจากสาเหตุนี้มักเกิดขึ้นซ้ำได้น้อย ปัญหาสุขภาพคนท้องที่แท้งบุตรในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์มักมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวของคนเป็นแม่เอง เช่น การติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวี หัดเยอรมัน โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ไม่ดี อย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไทรอยด์สูง ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคภูมิต้านทานตนเองอื่น…

Continue Reading

คุณแม่เลือดออกขณะตั้งครรภ์เป็นอันตรายมั้ย

เลือดออกขณะตั้งครรภ์ ถือเป็นเรื่องปกติที่พบบ่อยในช่วงไตรมาสแรก แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่สัญญาณเตือนที่อันตราย แต่บางครั้งอาการเลือดออกก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ ดังนั้น คนท้องอาจจำเป็นต้องไปพบแพทย์และตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์ โดยทั่วไป สตรีมีครรภ์ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ มักพบเลือดออกเล็กน้อยในช่วงไตรมาสแรกประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีเลือดออกในช่วงไตรมาสที่สองและสามจะถือว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินและอาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเลือดออกในปริมาณมาก จึงควรไปพบสูตินรีแพทย์โดยเร็วที่สุด สล็อตออนไลน์ สาเหตุของเลือดออกขณะตั้งครรภ์ปกติแล้วอาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์นั้นจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน และสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ การตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกอาการเลือดออกในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจมีสาเหตุ เช่น เลือดล้างหน้าเด็ก คนท้องอาจมีเลือดล้างหน้าเด็กออกมาคล้ายเลือดประจำเดือนโดยมีลักษณะเป็นจุดเลือดเล็ก ๆ ในช่วง 6-12 วันแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากไข่ปฏิสนธิเข้าไปฝังตัวในผนังมดลูก ซึ่งปกติเลือดชนิดนี้จะหายไปได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือประมาณ 2-3 วัน การแท้งบุตร ภาวะนี้พบได้บ่อยที่สุดในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยมักจะส่งผลให้มีอาการปวดเกร็งหน้าท้องส่วนล่างอย่างรุนแรงหรือมีเนื้อเยื่อถูกขับออกมาทางช่องคลอด ทั้งนี้ คนท้องที่มีเลือดออกในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจไม่ได้แท้งบุตรเสมอไป ท้องนอกมดลูก jumboslot เกิดจากความผิดปกติของการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ทำให้ตัวอ่อนไปฝังตัวอยู่ภายนอกโพรงมดลูกโดยเฉพาะบริเวณท่อนำไข่ เมื่อเจริญเติบโตก็อาจส่งผลให้ท่อนำไข่แตก ทำให้มีเลือดออก ปวดเกร็งหน้าท้องส่วนล่างอย่างมาก หรือเวียนศีรษะได้ แม้ท้องนอกมดลูกจะเป็นอันตรายต่อร่างกายคุณแม่ แต่เป็นกรณีที่มักพบได้น้อย ครรภ์ไข่ปลาอุก เมื่ออัลตราซาวด์ครรภ์ของผู้ป่วยภาวะนี้จะพบเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งมีลักษณะคล้ายไข่ปลาในมดลูกแทนที่ตัวอ่อนของทารก โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง รวมถึงมีมดลูกขยายใหญ่มากกว่าปกติด้วย การตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสสองและสามการมีเลือดออกในช่วงหลังของการตั้งครรภ์อาจมีสาเหตุ เช่น รกเกาะต่ำ เกิดจากรกเคลื่อนตัวลงต่ำจนคลุมบริเวณปากมดลูกบางส่วนหรือคลุมทั้งหมดไป เมื่อปากมดลูกขยายตัวจะส่งผลให้หลอดเลือดที่เชื่อมระหว่างรกและมดลูกฉีกขาดจนมีเลือดออกในที่สุด ทั้งนี้ การมีเลือดออกจากภาวะรกเกาะต่ำอาจไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด…

Continue Reading