วิธีรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าในเด็กเป็นสิ่งที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับลูกของตนเอง เพราะอารมณ์โศกเศร้าหรือความรู้สึกหดหู่อาจนำไปสู่สถานการณ์ร้ายแรงได้ ซึ่งหากผู้ปกครองคิดว่าบุตรหลานอาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้ก็ควรรีบช่วยเหลือเด็กแต่เนิน ๆ เพราะหากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาได้ โดยผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณอาการของโรคซึมเศร้า เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติได้ สล็อตออนไลน์ โรคซึมเศร้า คือ ภาวะทางอารมณ์ที่อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเศร้า หงุดหงิดง่าย สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะคงอยู่ยาวนานมากกว่าปกติ จึงอาจส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งอาจนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพได้ โดยโรคนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น อาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ อย่างโรคมะเร็งในเด็กและโรคลมชัก การสูญเสียอวัยวะ การเผชิญเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีหรือมีปัญหาครอบครัว คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน การถูกกลั่นแกล้ง การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเสพติด เป็นต้น สัญญาณอาการของโรคซึมเศร้าในเด็ก อาการของโรคซึมเศร้าในเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ปกครองอาจสังเกตบุตรหลานของตนว่าเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ได้จากสัญญาณอาการดังต่อไปนี้ เด็กรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวังเป็นเวลานานมีอาการหงุดหงิดหรือไม่พอใจอยู่ตลอดเวลาเลิกสนใจในสิ่งที่ตนเองเคยชื่นชอบ jumboslot ทำกิจกรรมที่บ้าน กิจกรรมกับเพื่อน กิจกรรมที่โรงเรียน รวมถึงงานอดิเรกได้ไม่ดีเหมือนเดิมรู้สึกอ่อนล้าหรือเหนื่อยตลอดเวลามีปัญหาในการนอนหลับ หรือนอนหลับมากกว่าปกติขาดสมาธิในการจดจ่อ และมีปัญหาที่โรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวลดน้อยลงมีความลังเลและขาดความมั่นใจในตัวเองเบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากผิดปกติมีอาการป่วยอย่างปวดท้องหรือปวดศีรษะที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมากวิตกกังวล รู้สึกไม่ผ่อนคลาย หรือง่วงซึมมากกว่าปกติรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า หรือมีความรู้สึกผิดรู้สึกว่างเปล่า หรือไร้ความรู้สึก เครดิตฟรี ใช้สารเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์มีความคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองทำร้ายร่างกายตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างกรีดตามผิวหนังหรือใช้ยาเกินปริมาณที่กำหนดวิธีรับมือกับโรคซึมเศร้าในเด็ก หากผู้ปกครองพบว่าบุตรหลานป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อาจขอรับคำปรึกษาจากสายด่วนสุขภาพจิตโดยโทร 1323 หรือทำนัดหมายและพาผู้ป่วยเข้าพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็ก…

Continue Reading

วิธีการทำผิวแทน ให้ปลอดภัย

ในขณะที่หลายคนอาจมีผิวสีแทนมาตั้งแต่เกิด อีกหลายคนก็อยากมีผิวแทนเพราะค่านิยมหรือความชอบส่วนบุคคลด้วย ถ้าจะให้ไปนอนอาบแดดก็อาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอย่างโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาหรือโรคมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น ๆ ได้ แล้วจะทำยังไงให้มีผิวแทนสวยได้อย่างปลอดภัย ศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ สล็อตออนไลน์ การเกิดผิวแทนจากแสงแดด แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสีที่มีทั้งสามารถมองเห็นได้และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งรังสีบางชนิดไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ แต่สำหรับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีนั้น แม้จะมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีให้กับผิวหนัง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถส่งผลเสียต่อผิวหนังได้เช่นกัน โดยรังสียูวีที่ส่งตรงจากดวงอาทิตย์มายังพื้นผิวโลกมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสียูวีเอ และรังสียูวีบีที่เป็นสาเหตุของการเกิดผิวไหม้ แต่รังสียูวีเอจะสามารถลงไปถึงชั้นผิวที่ลึกกว่ารังสียูวีบี ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสร้างเม็ดสีผิวมากขึ้นและทำให้มีผิวสีแทนหรือเข้มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าผิวหนังกำลังได้รับอันตราย ดังนั้น ผิวแทนที่เกิดจากแสงแดดอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน การทำผิวแทนด้วยเครื่องอบยูวีดีกว่าการอาบแดดจริงหรือ ? ในปัจจุบัน มีวิวัฒนาการที่ล้ำหน้าอย่างเครื่องอบผิวแทนที่ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกและเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการมีผิวสีแทน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าการทำผิวแทนด้วยเครื่องอบยูวีจะปลอดภัยกว่าการอาบแดด แต่จริง ๆ แล้ว การใช้เครื่องอบยูวีก็สามารถทำให้ผิวหนังเผชิญกับรังสียูวีได้เช่นกัน ซึ่งรังสียูวีเอที่ได้รับจะมีความเข้มข้นสูงกว่าการอาบแดด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี จะมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากเครื่องอบยูวีและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาสูงขึ้นถึง 75 เปอร์เซ็นต์ jumboslot ความเสี่ยงของการทำผิวแทน การทำผิวแทนทั้งจากการอาบแดดและจากการใช้เครื่องอบยูวีจะทำให้ร่างกายได้รับรังสียูวี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวหนังเกิดความเสียหาย และเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ ดังนี้ ผิวไหม้ เป็นปัญหาผิวหนังที่พบได้มากที่สุดจากการเผชิญกับรังสียูวี ส่งผลให้ผิวมีรอยแดด ผิวลอก หรือผิวหนังไหม้เกรียมผิวแก่ก่อนวัย อาจเกิดริ้วรอย ผิวหนาขึ้น ผิวหยาบกร้าน เกิดจุดด่างดำบนผิวหนัง และผิวหนังยืดหยุ่นน้อยลงโรคแอกทินิกเคอราโทซิสหรือกระแดด ส่งผลให้ผิวหนาขึ้นและผิวตกสะเก็ดในบริเวณที่โดนรังสียูวีทำลาย…

Continue Reading

อาการวัณโรคที่อาจสังเกตได้

วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่ทุกคนควรตระหนัก เพราะเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาการวัณโรคมักส่งผลต่อปอดเป็นหลัก หรืออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตับ ไต หัวใจ และสมองได้ อีกทั้งโรคนี้ยังสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย ซึ่งการรักษาวัณโรคอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตอาการและความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองอยู่เสมอ หากมีสัญญาณผิดปกติใด ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว สล็อตออนไลน์ อาการวัณโรคที่ปอดแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เริ่มจากระยะแฝงตัว ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการผิดปกติ เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายป้องกันเชื้อแพร่กระจาย จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะแสดงอาการ ซึ่งการดำเนินโรคจากระยะแฝงตัวไปสู่ระยะแสดงอาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่บางคนอาจใช้เวลากว่าหลายปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจเริ่มแสดงอาการผิดปกติในหลายรูปแบบที่อาจสังเกตได้ เช่น รู้สึกไม่สบายตัวไอติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ หรือไอแบบมีเลือดปนการหายใจมีปัญหาเจ็บหน้าอกเป็นไข้ หนาวสั่นเหงื่อออกมากในตอนกลางคืนรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาไม่อยากอาหารน้ำหนักลดลงปวดเมื่อยตามร่างกายหากผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษาที่เหมาะสม วัณโรคที่เป็นอยู่อาจรุนแรงขึ้นจนแพร่เข้าสู่กระแสเลือดลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ เช่น jumboslot เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ข้อต่อในร่างกายอย่างบริเวณหัวเข่า ซึ่งทำให้ปวดข้อ ข้อแข็ง หรือข้อบวมเกิดภาวะแทรกซ้อนที่กระดูกสันหลัง จนทำให้ปวดหลัง หรือมีอาการหลังแข็งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตับและไต ทำให้อวัยวะทั้ง 2 ส่วนซึ่งมีหน้าที่ช่วยกำจัดของเสียทำงานบกพร่องเกิดภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจ แม้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยก็ตาม โดยอาจทำให้เนื้อเยื่อที่อยู่รอบหัวใจติดเชื้อ จนเกิดการอักเสบและมีการสะสมของเหลวในเนื้อเยื่อดังกล่าว ซึ่งอาจกระทบต่อการสูบฉีดเลือดของหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อชีวิตนอกจากอาการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ แล้ว ปัจจัยบางอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคมากขึ้นได้ เช่น…

Continue Reading

รู้จักกับโรควิตกกังวล

GAD หรือโรควิตกกังวลทั่วไป เป็นภาวะทางจิตใจชนิดหนึ่งที่อาจรบกวนชีวิตประจำวันของใครหลายคน เพราะไม่เพียงแต่มีผลต่อจิตใจเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ด้วย เช่น ทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หรือมีเหงื่อออกมาก เป็นต้น ซึ่งการรับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้นด้วยตนเองนั้นทำได้หลายวิธี ศึกษาได้จากบทความนี้ สล็อตออนไลน์ ทำรู้จักกับ GAD GAD หรือ Generalized Anxiety Disorder เป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลมากเกินไปในหลายเรื่องของชีวิตแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป โดยจะส่งผลกระทบต่อความคิดและมักกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้อีกด้วย ซึ่งผู้ที่มีภาวะนี้จะไม่สามารถควบคุมความกังวลของตนได้ และแม้ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะ GAD แต่ก็มีปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ อย่างพันธุกรรม สารเคมีในสมอง คาเฟอีน การสูบบุหรี่ และสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ ผู้ที่มีภาวะ GAD อาจมีอาการ เช่น มองโลกในแง่ร้าย ควบคุมสมาธิไม่ได้ รู้สึกไม่ผ่อนคลาย นอนไม่หลับ ปวดตึงกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ปวดหัว อ่อนเพลีย มีเหงื่อออกมาก หายใจเร็ว เป็นต้น โดยการรักษาภาวะวิตกกังวลทั่วไปทำได้หลายวิธี ซึ่งผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม รวมถึงดูแลตนเองที่บ้านไปด้วย เพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เทคนิคช่วยบรรเทาภาวะ GAD ด้วยตนเอง ภาวะ…

Continue Reading

โปรดระมัดระวังอาการน้ำเดิน

ในช่วงใกล้คลอด คุณแม่หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับอาการน้ำเดินว่าจะเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะสังเกตได้อย่างไรว่าของเหลวที่ไหลออกมาเป็นเพียงปัสสาวะหรือน้ำเดินที่เป็นสัญญาณเตือนใกล้คลอด ซึ่งคุณแม่มือใหม่สามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ สล็อตออนไลน์ ทำความรู้จักกับน้ำเดิน น้ำเดิน หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ (Premature Rupture of Membranes: PROM) เกิดขึ้นเมื่อถุงน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มตัวทารกนั้นกำลังจะแตกหรือรั่วก่อนการเจ็บครรภ์ ทำให้มีน้ำคร่ำไหลออกมาจากช่องคลอด โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บอกว่าทารกพร้อมลืมตาออกมาดูโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีคุณแม่ก็อาจเผชิญอาการน้ำเดินในระยะก่อนหน้านี้ได้เช่นกัน จะเป็นอย่างไรถ้าน้ำเดินเกิดก่อนกำหนด ? ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด (Preterm PROM) สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เคยมีน้ำเดินก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ถุงน้ำคร่ำอักเสบติดเชื้อ ปากมดลูกสั้น มีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ มีน้ำหนักตัวน้อยหรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน สูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติดในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นต้น โดยปกติแล้วเมื่อคุณแม่มีน้ำเดินในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด หรือตั้งแต่หลังสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป แพทย์มักให้รอดูอาการที่โรงพยาบาลว่าคุณแม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะคลอดบุตรหลังมีน้ำเดินประมาณ 12 ชั่วโมง แต่หากไม่สามารถคลอดเองได้ แพทย์มักเร่งให้เกิดการคลอดบุตรเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น แต่หากคุณแม่มีน้ำเดินในช่วงสัปดาห์ที่ 24-34 ของการตั้งครรภ์…

Continue Reading

อันตรายของทินเนอร์

ทินเนอร์เป็นสารที่มักถูกนำมาใช้ในงานช่างต่าง ๆ อย่างช่างไม้ ช่างเหล็ก งานประดิษฐ์ หรือแม้แต่ใช้เป็นเครื่องประทินโฉมในรูปแบบสีทาเล็บหรือน้ำยาล้างเล็บ แต่รู้หรือไม่ว่า การใช้ทินเนอร์แม้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็อาจทำให้คุณได้รับอันตรายจากการสัมผัสหรือสูดดมอย่างไม่ตั้งใจได้ ในขณะที่การใช้ทินเนอร์ในระยะยาวนั้นสามารถส่งผลเสียได้มากกว่าที่คุณคิด ซึ่งอันตรายจากสารชนิดนี้มีอะไรบ้าง และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีทินเนอร์เป็นส่วนผสมอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ศึกษาได้จากบทความนี้ สล็อตออนไลน์ ทินเนอร์เป็นสารระเหยควบคุมตามกฎหมาย มีลักษณะเป็นของเหลวใส มีกลิ่นฉุน ภายในทินเนอร์มีสารเคมีอันตรายที่ชื่อโทลูอีนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารนี้สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังและระเหยปนเปื้อนในอากาศได้ โดยทินเนอร์นั้นถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม และยังใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำยาล้างเล็บ สีทาเล็บ สีทาบ้าน กาว และสารเคลือบเงาอย่างวานิชหรือแลคเกอร์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทินเนอร์และโทลูอีนในทินเนอร์จะเป็นสารเคมีอันตราย แต่ก็อาจมีคนบางกลุ่มนำทินเนอร์ไปใช้แบบผิดวิธีในรูปแบบสารเสพติดผ่านการสูดดม ซึ่งทินเนอร์เป็นสารที่สามารถเสพติดได้ง่าย และถูกจัดเป็นสารระเหยที่อันตรายที่สุดเมื่อเทียบกับสารระเหยประเภทสารอินทรีย์ทุกชนิดในกลุ่มเบนซิน ทินเนอร์เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร ? ทินเนอร์เป็นสารเคมีอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายคุณโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสารนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายทาง ดังนี้ การสัมผัสทางร่างกาย เมื่อผิวหนังสัมผัสกับทินเนอร์ จะส่งผลให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีอาการแห้ง แดง ระคายเคือง รวมทั้งอาจเกิดอาการผิวหนังอักเสบได้หากผิวสัมผัสกับทินเนอร์บ่อยครั้ง นอกจากนี้ หากทินเนอร์กระเด็นหรือสัมผัสกับดวงตาจะทำให้เกิดอาการปวด แสบร้อน และมีน้ำตาไหลการสูดดม จะส่งผลเสียต่อระบบประสาทและร่างกาย โดยทำให้มีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น เจ็บคอ แสบจมูก ไอ ปวดศีรษะ…

Continue Reading