เคล็ดลับการดูแลรักษาสิว

สิวเกิดจากการอุดตันของไขมันภายในรูขุมขน โดยการอุดตันมักก่อให้เกิดตุ่มและรอยบนผิวหนัง ซึ่งร่องรอยเหล่านี้มักส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อสิวเกิดขึ้นบนใบหน้า อีกทั้งยังสร้างความรำคาญได้ไม่น้อย เนื่องจากสิวบางชนิดมักเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังทิ้งรอยดำรอยแดงไว้ การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ครีมรักษาสิวร่วมกับการดูแลตนเอง สิวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ สิวอักเสบและไม่อักเสบ สำหรับสิวไม่อักเสบอาจแบ่งเป็นสิวอุดตันหัวขาวและสิวอุดตันหัวดำ ส่วนสิวที่มีการอักเสบอาจแบ่งเป็นสิวอักเสบ สิวตุ่มหนอง และสิวหัวช้าง ซึ่งสิวแต่ละชนิดอาจมีปัจจัยที่เหมือนและแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยบทความนี้จะมาให้ความรู้เกี่ยวเรื่องสิวเบื้องต้นและวิธีการดูแลผิวหน้าง่าย ๆ ที่อาจลดปัญหาสิวได้ สล็อตออนไลน์ สิวเกิดจากอะไรได้บ้าง ?ปัจจุบันจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันถึงสาเหตุในการเกิดสิวได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลร่วมกันจนทำให้เกิดการอุดตันของไขมันในรูขุมขนขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวแบ่งได้ ดังนี้ ปัจจัยภายในปัจจัยภายในเกิดจากภาวะหรือลักษณะการทำงานของร่างกายที่เอื้อให้เกิดสิวได้ เช่น พันธุกรรมผู้ที่มีพันธุกรรมบางอย่างอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดสิวมากกว่าคนอื่น อย่างคนผิวมันที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันได้มากกว่าผิวประเภทอื่น จึงเสี่ยงต่อการเกิดสิวอุดตันได้ ส่วนบางคนต่อมไขมันอาจทำงานได้น้อยเลยทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอ่อนแอและติดเชื้อสิวได้ง่าย ขณะที่สิวจากพันธุกรรมยังอาจรวมไปถึงการแพ้อาหารบางชนิดอีกด้วยฮอร์โมนระดับของฮอร์โมนบางชนิดที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ที่มักเพิ่มระดับขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนนอกจากนี้ โรคเรื้อรังหรือปัญหาสุขภาพบางอย่างอาจทำให้ระบบร่างกายขาดสมดุลและทำให้เกิดสิวได้ง่ายเช่นกัน ปัจจัยภายนอกปัจจัยบางอย่างในชีวิตประจำวันอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เช่น jumboslot การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกกับผิวการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สกินแคร์ ครีมรักษาสิว และเครื่องสำอางอย่างขาดความรู้และไม่เหมาะสมกับผิวอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง อุดตัน ส่งผลให้สภาพผิวอ่อนแอได้ เมื่อผิวอุดตันและอ่อนแอก็อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียบนใบหน้าเจริญเติบโตได้ดีจนเป็นสิวได้ในที่สุดเชื้อแบคทีเรียเดิมทีบนผิวหนังของมนุษย์มีแบคทีเรียอาศัยอยู่หลายชนิด ในภาวะปกติเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อผิวอ่อนแอหรือมีจำนวนเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เพิ่มขึ้นก็อาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ โดยสิวอาจเกิดได้จากแบคทีเรียหลายชนิด แต่ชนิดที่หลายคนอาจคุ้นหู คือ…

Continue Reading

การล้างมืออย่างถูกวิธี

ล้างมือด้วยสบู่ธรรมดาป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ไหม ? เป็นคำถามที่อดสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นสบู่ที่วางขายตามร้านค้า มีทั้งสบู่ธรรมดาและสบู่สูตรแอนติแบคทีเรีย (Antibacteria Soap) หรือสบู่ฆ่าเชื้อโรค แต่หลายคนก็มักจะเลือกซื้อสบู่ฆ่าเชื้อโรคมาใช้แทนสบู่ธรรมดามากกว่า เพื่อความมั่นใจและความรู้สึกปลอดภัยในช่วงที่มีโรคระบาด แต่ในความเป็นจริง มีความจำเป็นต้องใช้สบู่ฆ่าเชื้อโรคในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 มากน้อยแค่ไหนกัน สล็อตออนไลน์ การล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นวิธีป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสบู่ล้างมือก็ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญในการรับมือกับเชื้อโรคร้าย บทความจึงนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสบู่ล้างมือ ทั้งแบบธรรมดาและแบบฆ่าเชื้อโรค รวมไปถึงความแตกต่างและประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคของสบู่แต่ละชนิด จำเป็นต้องใช้สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในการป้องกันโควิด-19 หรือไม่ ?ก่อนที่จะไปหาคำตอบของคำถามนี้ มารู้จักส่วนประกอบและหน้าที่ของสบู่กันก่อน สบู่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาด สบู่ทั่วไปมักมีส่วนประกอบหลัก คือ สารทำความสะอาด (Detergent) และสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ซึ่งช่วยชำระสิ่งสกปรกตกค้างบนผิว อย่างเชื้อโรคและเศษดินให้หลุดออกจากผิวหนัง แต่สารเหล่านี้ไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค เพียงแต่ทำให้เชื้อโรคหลุดออกจากผิว ส่วนสบู่แอนติแบคทีเรียจะมีสารฆ่าเชื้อโรค (Antiseptic) ผสมร่วมกับสารทำความสะอาดและสารลดแรงตึงผิว ตัวอย่างของสารฆ่าเชื้อโรคที่อาจพบได้ในสบู่ประเภทนี้ เช่น แอลกอฮอล์ ไอโอดีน ไตรโคลซาน (Triclosan) คลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) และเฮ็กซาคลอโรฟีน (Hexachlorophene) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคบนผิวหนังโดยเฉพาะ เมื่อฟอกสบู่ที่มีสารเหล่านี้ก็อาจช่วยฆ่าเชื้อโรคบนผิวหนังก่อนที่เชื้อโรคเหล่านี้จะหลุดออกจากผิวหนังผ่านการล้างน้ำ มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจมองว่าสบู่ฆ่าเชื้อโรคก็น่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูงกว่า เพราะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่การทดลองและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยืนยันว่าสบู่แอนติแบคทีเรียสามารถป้องกันโรคได้มากกว่าสบู่ธรรมดา อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าการใช้สบู่ฆ่าเชื้อโรคอาจทำให้ได้รับสารเคมีผ่านทางผิวหนังโดยไม่จำเป็นอีกด้วย นอกจากนี้ สารเชื้อโรคอย่างไตรโคลซานอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียบางชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และสารชนิดนี้ยังส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย…

Continue Reading

การดูแลผู้สูงอายุช่วงโรคโควิด-19 ระบาด

หากวิเคราะห์จากยอดผู้เสียชีวิตในประเทศไทยในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โรคโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุมากกว่าช่วงวัยอื่น เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่จำนวนการเสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุด เราจึงควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากโรคและเพิ่มความใส่ใจในการดูแลผู้สูงอายุในช่วงนี้เป็นพิเศษ COVID-19 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งการติดเชื้ออาจเกิดได้จากการสูดเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย หรือสัมผัสโดนเชื้อก่อนแล้วนำมาสัมผัสปาก จมูก หรือตา หากผู้สูงอายุเกิดการติดเชื้อโควิด-19 ก็อาจเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงและเสียชีวิต มาดูกันว่าปัจจัยใดที่เพิ่มความเสี่ยงนี้ให้มากขึ้น บทความนี้มีคำตอบมาฝากกัน สล็อตออนไลน์ ทำไมผู้สูงอายุจึงไวต่อ COVID-19 มากกว่าวัยอื่น ?ปกติแล้ว ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 60-84 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 4-11 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ป่วยที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ประมาณ 10-27 เปอร์เซ็นต์ โดยมักมีแนวโน้มก่ออาการรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต เนื่องจากร่างกายที่เสื่อมสภาพไปตามอายุและโรคประจำตัว ดังนี้ มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพ อีกทั้งผู้สูงอายุบางรายยังอาจรับประทานยาบางชนิดที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ร่างกายจึงกำจัดเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายได้ยาก และเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้น มีโรคประจำตัวรุนแรงหรือเรื้อรังงานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า ผู้ป่วยโควิด-19 อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาสุขภาพรุนแรงหรือเรื้อรังอย่างโรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ อาจเสี่ยงเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงสูงกว่าผู้ป่วยในช่วงอายุอื่น ผู้สูงอายุรับมือกับ COVID-19 ได้อย่างไรผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสลงได้ และคนในครอบครัวสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุเพียงทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ jumboslot ควรอยู่แต่ในบ้านเท่าที่จะเป็นไปได้…

Continue Reading

มีโรคประจำตัวเสี่ยงเป็นโควิด-19 มั้ย

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) อาจทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนามีอาการป่วยที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาอาการให้หายดีได้ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือมีอาการป่วยรุนแรงกว่าผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพแข็งแรง สล็อตออนไลน์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าคนทุกช่วงวัยมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือเชื้อโควิด-19 ได้เหมือนกัน แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง หรืออยู่ในระหว่างการรักษาอาการป่วยของร่างกายบางประเภท อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าบุคคลทั่วไป กลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อโควิด-19มาดูกันว่ากลุ่มโรคใดบ้างที่เสี่ยงมีอาการรุนแรงหากผู้ที่มีโรคประจำตัวได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วควรดูแลตนเองอย่างไรให้ปลอดภัย โรคปอดเรื้อรังกลุ่มอาการของโรคปอดเรื้อรังมีอยู่หลายโรค เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคพังผืดสะสมในปอดโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Pulmonary Fibrosis) และโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) เป็นต้น หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติหรือมีการอักเสบ หรือเกิดความเสียหายใด ๆ ที่บริเวณปอดอยู่ แล้วเกิดการติดเชื้อโควิด-19 ขึ้นมา ก็อาจมีโอกาสติดเชื้ออย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรนาจะเข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจที่ไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เกิดภาวะหอบหืดเฉียบพลัน (Asthma Attack) ปอดบวม (Pneumonia) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาหรือวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 โดยตรง วิธีป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโควิด-19 ของผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังได้ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสติดต่อกับผู้มีอาการป่วย ล้างมือบ่อย ๆ…

Continue Reading