วิธีรักษาหูด

หูดชนิดทั่วไปเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papillomavirus สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส จึงไม่แปลกที่หลายคนอยากจะรักษาหูดให้หายไปโดยเร็ว เพราะนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายแล้ว หูดยังกระทบต่อสภาพจิตใจด้วย โดยทำให้รู้สึกรำคาญหรืออายเกินกว่าจะให้ใครเห็นด้วย ดังนั้น บทความนี้จึงรวบรวมเคล็ดลับในการรักษาหูดด้วยตัวเองมาฝากให้ศึกษากัน ปกติแล้วหูดชนิดทั่วไปจะมีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก จับแล้วรู้สึกขรุขระและแข็ง ผิวหนังที่เกิดหูดจะมีสีขาว สีชมพู หรือสีเนื้อเช่นเดียวกับผิวหนัง มักพบมากบริเวณนิ้วมือ มือหรือเท้า โดยมากมักไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและอาจหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่บางครั้งอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปีจนหูดอาจเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผู้ป่วยจึงควรรักษาหูดตั้งแต่เนิ่น ๆ สล็อตออนไลน์ วิธีการรักษาหูดด้วยตัวเองการรักษาหูดด้วยตัวเองนั้นควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ โดยไม่ควรกำจัดหูดด้วยอุปกรณ์มีคมหรือแกะเกาหูด เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีเลือดออกตามมา รวมทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ไม่ควรรักษาหูดด้วยตัวเอง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนการรักษาหูดที่สามารถทำได้เองที่บ้านมีวิธีดังต่อไปนี้ การใช้ยาทากรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) เป็นยารักษาหูดชนิดทั่วไปที่ช่วยให้ผิวหนังหลุดลอกได้ มีจำหน่ายในรูปแบบน้ำ แผ่นแปะ หรือขี้ผึ้ง ก่อนทายาผู้ป่วยอาจแช่หูดในน้ำอุ่นประมาณ 5 นาที เพื่อให้ผิวหนังนุ่มขึ้น หลังจากเช็ดผิวจนแห้งแล้วจึงทายาความเข้มข้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ ลงบนผิวหนังที่เป็นหูดทุกวัน โดยให้ทาติดต่อกันนานหลายสัปดาห์จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง หากรับบริการที่สถานพยาบาล แพทย์อาจใช้ตะไบหรือหินขัดกำจัดผิวหนังที่ตายแล้วออกก่อนจึงค่อยทายาลงบนหูด ทั้งนี้ กรดซาลิไซลิกอาจส่งผลให้ผิวหนังระคายเคือง แดง หรือมีอาการแสบร้อนได้ จึงควรทายาเฉพาะบริเวณที่เป็นหูดเท่านั้น ไม่ควรทาผิวหนังบริเวณโดยรอบร่วมด้วย หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกรก่อนการใช้ยา โดยเฉพาะคนที่กำลังตั้งครรภ์ การจี้หูดด้วยความเย็นผู้ป่วยอาจใช้อุปกรณ์จี้หูดที่มีส่วนผสมของสารไดเมทิลอีเทอร์ (Dimethyl Ether) และโพรเพน (Propane) ที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป…

Continue Reading

อาการคันในร่มผ้า

อาการคันและผื่นแดงจากเชื้อราบนผิวหนัง ไม่ใช่ปัญหาที่กวนใจผู้หญิงเท่านั้น แต่สามารถเกิดกับผู้ชายได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ชายมักมีกิจกรรมต่าง ๆ อย่างการเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อความอับชื้นได้ง่าย ซึ่งผิวหนังที่อับชื้นนั้นจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะผิวหนังใต้ร่มผ้า อย่างไรก็ตาม การรักษาเชื้อราบนผิวหนังมักไม่ซับซ้อน เพียงดูแลความสะอาดของร่างกายอย่างเหมาะสมร่วมกับการใช้ยารักษาที่มีประสิทธิภาพก็อาจเพียงพอแล้ว เชื้อราบนผิวหนังในผู้ชายเป็นปัญหาที่ไม่ควรละเลยเช่นเดียวกับผู้หญิง เพราะเชื้ออาจลุกลามไปยังผิวหนังบริเวณใกล้เคียงหากไม่รักษาให้หายขาด โดยอาจรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตได้ ซึ่งเชื้อราแต่ละชนิดจะทำให้เกิดโรคผิวหนังที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างโรคติดเชื้อราบริเวณผิวหนังที่พบได้บ่อย เช่น กลาก (Ringworm) เกลื้อน (Tinea Versicolor) ที่เกิดขึ้นบริเวณทั่วไป สังคังหรือเชื้อราบริเวณขาหนีบ (Tinea Cruris) และเชื้อราที่เท้า สล็อตออนไลน์ ทำความเข้าใจสาเหตุของการติดเชื้อราบนผิวหนังเดิมที ผิวหนังของมนุษย์มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอาศัยอยู่หลากหลายสายพันธุ์ เชื้อราก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเชื้อราจะกินเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เส้นผมและเล็บ แต่ด้วยสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้น อย่างสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยและความอับชื้นจากเหงื่อ อาจส่งผลให้เชื้อราแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนขึ้นจนทำให้ผิวเสียสมดุลและติดเชื้อราได้ นอกจากนี้ ผู้ชายยังอาจมีปัจจัยและพฤติกรรมบางอย่างที่เสี่ยงต่อโรคผิวหนังชนิดนี้ได้มากขึ้น เช่น ขาดสุขอนามัยในการดูแลร่างกายสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่สะอาด อับชื้น หรือใส่เสื้อผ้าซ้ำ โดยเฉพาะถุงเท้าและกางเกงชั้นในสัมผัสกับเชื้อรา เช่น การเดินเท้าเปล่าบนพื้นที่เปียกและสกปรกหรือในห้องน้ำสาธารณะ การว่ายน้ำในสระที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ผิวหนังติดเชื้อรา และการสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อรา เป็นต้นมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับหญิงที่มีเชื้อราในช่องคลอดมีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดความอับชื้นใต้ร่มผ้า อย่างการสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นและระบายอากาศได้ไม่ดี การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ก็อาจทำให้เกิดความอับชื้นสะสมใต้ร่มผ้า โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ รักแร้ และเท้าอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวใช้ยาหรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน โรคอ้วน…

Continue Reading