การดูแลพาร์กินสัน

พาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) หรือสันนิบาต เป็นความผิดปกติของระบบประสาทบางส่วนที่ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไป เช่น เคลื่อนไหวช้า เดินช้า ตัวเกร็ง มือสั่น พูดไม่ชัด เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สล็อตออนไลน์ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคพาร์กินสัน แต่สาเหตุบางส่วนอาจมาพันธุกรรมที่ผิดปกติ สารพิษ หรือสภาพแวดล้อมอื่น ๆ โดยโรคนี้พบในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ นอกจากอาการทางกายแล้ว ผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจนอาจเสี่ยงต่อความเครียดและภาวะซึมเศร้า ดังนั้น ผู้ดูแลผู้ป่วยควรรู้วิธีดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันภายในบ้าน หลักในการดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันโรคพาร์กินสันมีความรุนแรงหลายระดับ บางรายสามารถเคลื่อนไหวได้เกือบปกติ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ในเบื้องต้นสามารถนำหลักต่อไปนี้ไปปรับใช้กับการดูแลผู้ป่วยแต่ละคนได้ ทำความเข้าใจโรคสิ่งแรกที่ผู้ดูแลควรใส่ใจคือการทำความเข้าใจในโรคและตัวผู้ป่วยเอง เนื่องจากโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่อาจบรรเทาความรุนแรงได้ด้วยการใช้ยา การบำบัด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ อีกทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นสูงอายุและอยู่ในวัยที่เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพทั้งทางกายและใจ ดังนั้น นอกเหนือจากโรคและตัวผู้ป่วย ผู้ดูแลควรทราบข้อมูลอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องต่อไปนี้ โภชนาการเนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคในผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่ระบบภายในร่างกายทำงานได้น้อยลง ทำให้ต้องควบคุมสารอาหารให้เหมาะสม โดยแพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารที่นิ่ม ย่อยง่าย ทำให้กระเพาะและลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก และป้องกันการสำลักที่มีสาเหตุมาจากอาการของโรค สำหรับอาหารที่ควรรับประทานคืออาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีใยอาหารและแคลเซียมสูง เพื่อป้องกันอาการท้องผูก และเสริมแคลเซียมให้กับมวลกระดูกภายในร่างกาย เนื่องจากผู้สูงอายุมักเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและยังช่วยลดความรุนแรงหากเกิดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุยารักษาแพทย์อาจจ่ายยาเลโวโดปา (Levodopa) ชนิดรับประทานให้กับผู้ป่วยบางราย โดยยานี้ควรรับประทานในขณะท้องว่างเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ ผู้ดูแลจึงไม่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารใกล้เคียงกับเวลาที่ใช้ยา โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีน เพราะอาจทำให้ยาดูดซึมได้น้อยลง ส่วนยาอื่น…

Continue Reading

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำ DEXA

DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry: DEXA) เป็นเครื่องวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกโดยใช้รังสีเอกซ์ที่มีพลังงานต่างกัน 2 ระดับพลังงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ซึ่งการตรวจด้วยเครื่อง DEXA จะไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ใช้เวลารวดเร็วและแม่นยำกว่ารังสีเอกซ์ทั่วไป การตรวจด้วย DEXA Scan จะแบ่งออกเป็นสองชนิด ได้แก่ การตรวจบริเวณกระดูกแกนกลางร่างกาย คือ กระดูกสันหลังส่วนล่างและสะโพก และการตรวจบริเวณกระดูกแขนและขา เช่น ข้อมือ นิ้วมือ เท้า ส้นเท้า เป็นต้น ซึ่งในการประเมินความเสี่ยงภาวะโรคกระดูกพรุน แพทย์มักใช้เครื่องตรวจบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ เนื่องจากเป็นบริเวณที่พบกระดูกหักได้บ่อย สล็อตออนไลน์ ใครบ้างที่ควรทำ DEXAโดยทั่วไป กลุ่มคนที่แพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจ DEXA เป็นประจำคือ ผู้สูงอายุ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป แต่แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเข้ารับการตรวจ DEXA ด้วยในบางกรณี โดยอาจจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอายุน้อยเกณฑ์หากพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ มีประวัติเคยกระดูกหักหรือกระดูกเปราะ กระดูกหักง่ายกว่าปกติมาก่อนผู้หญิงที่มีภาวะขาดประจำเดือนนานกว่า 1 ปีขึ้นไปมีน้ำหนักตัวน้อยหรือค่าดัชนีมวลกายต่ำ (Body Mass Index: MBI)ส่วนสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัดคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อนเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งเต้านมมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น…

Continue Reading

โรคกลัวสังคมคืออะไร

Social Phobia หรือโรคกลัวสังคม เป็นสภาวะทางจิตใจรูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม โดยเป็นอาการในระยะยาวที่เกิดจากความวิตกกังวลและความกลัวเมื่อต้องเข้าสังคมหรือเมื่อต้องพบปะผู้คน ซึ่งโรคกลัวสังคมนี้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ สล็อตออนไลน์ ความตื่นเต้นหรือประหม่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อต้องนำเสนองานต่อหน้าผู้คนจำนวนมากหรือไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เราไม่รู้จักคุ้นเคยในสถานที่ใหม่ ๆ บางคนอาจรู้สึกมวนท้องหรือเหงื่อออกที่ฝ่ามือ แต่ Social Phobia จะเป็นความรู้สึกวิตกกังวลที่รุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจว่าโรคกลัวสังคมเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ต้องรับมืออย่างไรกับโรคนี้ ความแตกต่างระหว่าง Social Phobia และความประหม่าโดยทั่วไป ความประหม่าหรือความอายจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก แต่ Social Phobia หรือ Social Anxiety Disorder เป็นความกลัวและวิตกกังวลอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจึงพยายามจะหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ในสถานการณ์ทางสังคมนั้น ๆ โดยอาการมักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและจะคงอยู่ต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งอาจจะกระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน อาการที่อาจพบได้ของ Social Phobia เช่น หน้าแดง เหงื่อออกมาก มือสั่น ใจสั่น พูดติดขัด คิดอะไรไม่ออก หายใจหอบถี่ หรือคลื่นไส้ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลว่าการกระทำของตนเองจะถูกจับจ้องหรือถูกตัดสิน กลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นความกังวลของตนเองจากอาการทางร่างกาย มักมองโลกในแง่ร้ายหรือวิตกกังวลไปก่อนล่วงหน้าอีกด้วย บางรายอาจต้องพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ตนเองกล้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ…

Continue Reading

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากแก๊สน้ำตา

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักแก๊สน้ำตาที่ปรากฏอยู่ในการรายงานข่าวหรือภาพยนตร์กันมาบ้าง แต่อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าแก๊สน้ำตาคืออะไร มีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร บทความนี้จะมาเฉลยคำตอบ พร้อมแนะนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องเมื่อถูกแก๊สน้ำตา สล็อตออนไลน์ โดยทั่วไป แก๊สน้ำตานั้นจะผลิตจากสารเคมีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ก่อการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวหนัง ดวงตา ระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร โดยแก๊สชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นแก๊สน้ำตา เช่น แก๊ส CN (Chloroacetophenone)แก๊ส CS (Chlorobenzalmalononitrile)แก๊ส CR (Dibenzoxazepine)สารสกัดจากพริกไทย (Oleoresin Capsicum)แก๊สน้ำตา แม้จะมีชื่อสถานะเป็นแก๊ส แต่จริง ๆ แล้วแก๊สน้ำตาในอุณภูมิห้องนั้นมีสถานะเป็นผง แต่จะถูกอัดและบรรจุอยู่ในรูปแบบลูกกระสุน ลูกระเบิดสำหรับขว้าง หรือสเปรย์ เมื่อเปิดใช้จะกลายเป็นละอองฝอยหรือกลุ่มควัน ส่งผลต่อร่างกายภายในเวลาไม่กี่วินาทีหลังถูกแก๊ส และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจคงอยู่ได้นานนับชั่วโมง อันตรายจากแก๊สน้ำตาความรุนแรงของอาการหลังโดนแก๊สน้ำตาจะขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นของแก๊สน้ำตา พื้นที่ที่มีการใช้แก๊สน้ำตา หรือสุขภาพส่วนตัวของแต่ละคน โดยทั่วไปแก๊สน้ำตาอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ผลกระทบต่อดวงตาหากดวงตาสัมผัสกับแก๊สน้ำตามักจะเกิดอาการ เช่น jumboslot น้ำตาไหลลืมตาไม่ขึ้น กล้ามเนื้อรอบเบ้าตากระตุกหนังตาและเยื่อบุตาบวมแสบตา คันตามองเห็นเป็นภาพเบลอเลือดออกในตา เป็นแผลที่กระจกตา หากโดนแรงอัดจากแก๊สน้ำตาโดยตรงสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น แสบร้อน คันจมูกและลำคอ น้ำมูกไหลแน่นหน้าอก หายใจลำบากไอ เจ็บคอ มีเสมหะสำลักถุงลมโป่งพอง หลอดลมตีบในผู้ป่วยโรคหอบหืดระบบหายใจล้มเหลวผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารอาการที่เกิดขึ้นในระบบอวัยวะนี้ เช่น เครดิตฟรี แสบปาก น้ำลายไหลคลื่นไส้…

Continue Reading

นอนเยอะเกินไป เป็นอันตรายมั้ย

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับความสำคัญของการพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละคืน แน่นอนว่าการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้มีสุขภาพดี แต่ในทางตรงกันข้ามหากนอนเยอะเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพหรือโรคต่าง ๆ ตามมา ในบทความนี้จะมาเล่าถึงสาเหตุของการนอนเยอะเกินไปและความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วจำนวนชั่วโมงของการพักผ่อนที่เหมาะสมจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและคุณภาพการนอนของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว เด็กทารกต้องการเวลานอนหลับรวมเวลางีบกลางวันเป็นเวลาประมาณ 12-16 ชั่วโมงต่อวัน เด็กวัยอนุบาลต้องการเวลานอนหลับรวมเวลางีบเป็นเวลาประมาณ 10-13 ชั่วโมงต่อวัน วัยรุ่นต้องการการนอนหลับเป็นเวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน และผู้ใหญ่ต้องการนอนหลับเป็นเวลาประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน สล็อตออนไลน์ นอนเยอะเกิดจากอะไรได้บ้าง ?นอกเหนือจากพฤติกรรมหรือความเหนื่อยล้าในการทำกิจกรรมแต่ละวัน การนอนเยอะหรือใช้เวลานอนมากเกินไปอาจมีภาวะอื่น ๆ ที่ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียแม้จะได้นอนหลับมากกว่าคนทั่วไป เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ โดยผู้ป่วยจะหยุดหายใจเป็นเวลาสั้น ๆ ระหว่างนอนหลับ ทำให้ร่างกายต้องการนอนนานขึ้น และวงจรการนอนหลับถูกรบกวนกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome: RLS) เป็นความผิดปกติด้านสมองที่ส่งผลให้เกิดการขยับขาขณะพักการนอนกัดฟัน (Bruxism) ขณะนอนหลับอาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain)โรคลมหลับ (Narcolepsy) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองที่ทำให้วงจรการหลับและตื่นแปรปรวนไปจากปกติโรคซึมเศร้าโรคนอนมากเกินโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Hypersomnia) โดยจะนอนมากโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนหรือหาสาเหตุไม่ได้การใช้ยาบางชนิดหรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากนี้ นอนเยอะอาจเป็นสัญญาณความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคซึมเศร้า อาการปวดหัว เป็นต้น…

Continue Reading

อาหารบำรุงกระดูก

อาหารบำรุงกระดูกมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายอยู่ไม่น้อย เพราะอาจช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อย และลดความเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดกับกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีอายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกอ่อน โรคกระดูกพรุน ภาวะกระดูกหักจากอุบัติเหตุหรือหกล้ม บทความนี้ได้รวบรวมอาหารที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและหารับประทานได้ง่ายมาฝาก สล็อตออนไลน์ ปกติแล้ว กระดูกของคนเราจะมีสุขภาพที่ดีและคงความแข็งแรงไว้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือแคลเซียมและวิตามินดี โดยแคลเซียมจะช่วยสร้างและบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ส่วนวิตามินดีจะช่วยควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสเฟตภายในร่างกาย โดยในแต่ละวัน ร่างกายต้องการปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีดังนี้ แคลเซียม : ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม หากมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับในปริมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัมวิตามินดี : ผู้ที่มีอายุ 1-70 ปี ควรได้รับวิตามินดีในปริมาณ 600 IU หากอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับในปริมาณ 800 IUนอกจากแคลเซียมและวิตามินดีแล้ว ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกระดูก เช่น โปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี วิตามินเค เป็นต้น 5 อาหารบำรุงกระดูก หาง่ายใกล้ตัวการรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการเป็นวิธีดูแลร่างกายง่าย ๆ ที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างกระดูกให้แข็งแรงเป็นอย่างมาก มาดูตัวอย่างอาหารบำรุงกระดูกที่เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย ดังนี้ ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นแหล่งวิตามินดีที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะปลาที่หาซื้อได้ง่าย…

Continue Reading