มะนาวกับการรักษาโรค

มะนาว (Lime) หนึ่งในผลไม้ตระกูลส้มใกล้ตัวที่นอกจากจะนำมาปรุงอาหารเพิ่มรสเปรี้ยวแล้ว ยังมีการใช้ผล เปลือก น้ำ และน้ำมันจากมะนาวเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคนานาชนิด เช่น บรรเทาอาการคลื่นไส้ รักษาสิว ป้องกันนิ่วในไต โรคหวัด และอีกมากมาย ประโยชน์ของมะนาวที่กล่าวกันนั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่ศึกษาถึงประสิทธิภาพการรักษาโรคด้วยมะนาวแนะนำว่าอย่างไรบ้าง slotxo ประโยชน์ทางโภชนาการของมะนาว ภาวะขาดธาตุเหล็ก การรักษาผู้ป่วยที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดีจนเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กควบคู่ไปกับวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย จึงเกิดความคิดที่ว่าการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซีอย่างน้ำส้มหรือน้ำมะนาวอาจจะสามารถช่วยป้องกันหรือรักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก โดยส่งผลให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารต่าง ๆ ที่รับประทานเข้าไปได้ดีด้วย อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยหนึ่งทดลองแบ่งกลุ่มหญิงที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก กลุ่มละ 18 คน โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานน้ำมะนาวที่ประกอบด้วยวิตามินซี 25 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง สัปดาห์ละ 6 วัน เป็นเวลานาน 8 เดือน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งรับประทานยาหลอก ผลลัพธ์พบว่าการรับประทานน้ำมะนาวไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับธาตุเหล็กในร่างกายของหญิงที่มีภาวะนี้แต่อย่างใด แก้อาการคลื่นไส้ มะนาวผ่าซีก โรยเกลือลงไปเล็กน้อยและบีบน้ำมะนาวใส่ปากเป็นหนึ่งในเคล็ดลับบรรเทาอาการคลื่นไส้ที่ได้รับความนิยม แต่จะได้ผลจริงหรือไม่นั้นยังไม่มีศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณด้านนี้ของมะนาวออกมารับรอง อย่างไรก็ดี วิธีนี้นับเป็นวิธีง่าย ๆ ที่สามารถลองใช้ได้อย่างไม่น่าจะเป็นอันตราย หากเป็นอาการคลื่นไส้ทั่ว ๆ ไปที่ไม่ร้ายแรง แต่หากทดลองแล้วยังไม่หายหรือมีอาการผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการจะดีที่สุด เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ โรค…

Continue Reading

โพรไบโอติกคืออะไร

โพรไบโอติก (Probiotics) เป็นที่รู้จักจากการเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่วางขายในท้องตลาด แต่คุณทราบหรือไม่ว่า โพรไบโอติกคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ ก่อผลเสียกับร่างกายหรือไม่ แล้วถ้าโพรไบโอติกไม่สมดุลจะเกิดอะไรขึ้น บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักกับจุลินทรีย์ตัวจิ๋วกับเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า สุขภาพดีเริ่มต้นได้จากภายในสู่ภายนอก ซึ่งการบริโภคโพรไบโอติกถือเป็นวิธีหนึ่งที่เสริมสุขภาพให้แข็งแรงสอดคล้องกับคำกล่าวในข้างต้น โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าจุลินทรีย์พวกนี้มีส่วนช่วยปรับสมดุลภายในลำไส้ จึงอาจลดปัญหาท้องผูก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย เสริมภูมิคุ้มกัน และลดความรุนแรงของโรคเรื้อรังบางชนิด นอกจากนี้ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบันอาจส่งผลให้จุลินทรีย์ในร่างกายอยู่ในภาวะไม่สมดุล ทั้งในแง่ของอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ จนอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันตามมา อีกทั้งมลพิษและปัญหาสุขภาพอาจส่งผลต่อความสมดุลภายในร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย ๆ ทั้งนั้น slotxo โพรไบโอติก คืออะไร ?เมื่อได้ยินคำว่า จุลินทรีย์ อาจทำให้นึกถึงเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่พบได้ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน น้ำ พืช สัตว์ หรือแม้แต่ในร่างกายคนเรา จุลินทรีย์มีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ ซึ่งโพรไบโอติกจัดเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันที่มีส่วนช่วยในการป้องกันหรือรักษาโรคบางชนิด ในปัจจุบันมีการผลิตโพรไบโอติกออกมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงอาหารเสริมหลายชนิด โดยปกติแล้ว จุลินทรีย์แบ่งออกได้หลายกลุ่ม แต่จะมีเพียงบางสายพันธุ์ในบางกลุ่มเท่านั้นที่เป็นโพรไบโอติก ตัวอย่าง Probiotics ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ…

Continue Reading

วิตามินบำรุงสายตา

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ การดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากดวงตาและประสิทธิภาพในการมองเห็นของคนเราจะเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาดังเช่นอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายแล้ว ปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาหรือการเจ็บป่วยของดวงตาได้ ซึ่งจะกระทบต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นได้ก่อนเวลาอันควร slotxo ในทางโภชนาการ การบริโภควิตามินบางชนิดก็อาจมีประโยชน์ต่อการบำรุงและถนอมสายตาได้เช่นกัน หลายคนอาจเคยทราบมาว่า วิตามินเอ อาจช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็นให้ทัศนวิสัยชัดเจนขึ้น แต่ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ อาจยังมีข้อสงสัยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินเอเหล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่ และนอกเหนือจากวิตามินเอแล้ว วิตามินอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเป็นประโยชน์ต่อสายตาและการมองเห็นด้วยหรือไม่ วิตามินชนิดใดบ้าง ที่อาจช่วยบำรุงสายตาได้ ? วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินเอ เป็นวิตามินที่เชื่อกันว่าช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็น กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย วิตามินเอ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เรตินอยด์ (Retinoids) เป็นวิตามินเอชนิดที่มักได้รับจากการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์เบต้า แคโรทีน (Beta-carotene) เป็นวิตามินเอชนิดที่มักได้รับจากการบริโภคอาหารประเภทพืช ผัก ผลไม้โดยแหล่งอาหารที่สำคัญของ วิตามินเอ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา โดยเฉพาะปลาแซมอน พืชผักใบเขียว ผักที่มีสีเหลืองหรือสีส้ม เช่น ฟักทอง แครอท ผลไม้…

Continue Reading

อาหารบำรุงสายตา

แต่เดิม ผู้คนมักรับประทานผักและผลไม้เพื่อบำรุงสายตา โดยเชื่อว่าพืชผักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้น ปัจจุบัน พบว่ามีการนำพืชหรือผลไม้ที่เชื่อว่าช่วยในการมองเห็นเหล่านั้น มาสกัดและแปรรูปผลิตออกมาเป็นอาหารเสริมสำหรับบำรุงสายตาหลายอย่าง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก อีกทั้ง ยังมีงานวิจัยบางงานที่ศึกษาเรื่องพืชหรือผลไม้ดังกล่าว และพบว่าช่วยบำรุงสายตาได้ ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาสนใจรับประทานพืชและผลไม้ รวมทั้งอาหารเสริมที่สกัดมาจากพืชเหล่านั้นเพื่อบำรุงสายตามากขึ้น slotxo วิธีบำรุงสายตามีหลายวิธี การรับประทานผัก ผลไม้ หรืออาหารเสริมที่มีสารสกัดของพืชบางอย่างที่เชื่อว่าบำรุงสายตานั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีพืชผักผลไม้หลายชนิดที่นำมาสกัดเป็นอาหารเสริมบำรุงสายตา ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์หรือสรรพคุณของพืชที่เชื่อว่าช่วยเสริมสร้างสุขภาพดวงตาในแง่มุมที่แตกต่างกันหลายอย่างดังนี้ สารสกัดใบแปะก๊วย แปะก๊วยเป็นพืชที่เชื่อว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกายหลายอย่าง เดิมมักนำมาใช้รักษาโรค อัลไซเมอร์หรือภาวะสูญเสียความทรงจำ ซึ่งภายหลังมีงานวิจัยแสดงผลการศึกษาว่าแปะก๊วยไม่ได้ช่วยเรื่องความจำหรืออัลไซเมอร์ตามที่เคยกล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเชื่อว่าแปะก๊วยช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รวมทั้งเชื่อว่าสารกัดจากใบแปะก๊วยบำรุงสายตาได้ โดยมีงานวิจัยหลายงานที่ศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาในการรักษาปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับมองเห็น และพบว่าสารสกัดใบแปะก๊วยอาจฟื้นฟูอาการดังกล่าวได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาสรรพคุณทางยาของสารสกัดใบแปะก๊วยที่ช่วยในการไหลเวียนโลหิตที่ตาของผู้ป่วยต้อหินที่มีความดันตาปกติ โดยแบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดใบแปะก๊วย และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ผู้ป่วยกลุ่มแรกจะต้องรับประทานสารสกัดใบแปะก๊วยจำนวน 80 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ส่วนผู้ป่วยกลุ่มหลังจะต้องรับประทานยาหลอกวันละ 2 ครั้ง การทดลองดังกล่าวใช้เวลา 4 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนจะได้รับการตรวจดวงตาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทดลอง ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีปริมาตรและอัตราการไหลเวียนเลือดไปที่ดวงตาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงอาจกล่าวได้ว่าสารสกัดใบแปะก๊วยมีส่วนช่วยในการไหลเวียนโลหิตไปที่ตาสำหรับผู้ป่วยต้อหินความดันตาปกติ ทั้งนี้ มีบทความทบทวนงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า แปะก๊วยขัดขวางลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการเกิดต้อหิน เช่น สารอนุมูลอิสระทำลายเซลล์…

Continue Reading

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งผลิตจากน้ำหวานที่ผึ้งสะสมจากดอกไม้พืชพันธุ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นน้ำ แร่ธาตุ กรด โปรตีนบางชนิด และสารชนิดอื่น ๆ คุณประโยชน์ทางการแพทย์ของน้ำผึ้งนั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและมีการใช้น้ำผึ้งช่วยรักษาโรคหลากหลายชนิดมาอย่างยาวนาน slotxo นักวิทยาศาสตร์คาดว่าน้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรีย เนื่องจากมีสารบางชนิดที่อาจสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้แม้ระหว่างการผลิต น้ำผึ้งจะเจือปนด้วยเชื้อโรคจากตัวผึ้ง ต้นพืช และฝุ่น แต่คุณสมบัติในการต้านเชื้อโรคก็ทำให้มั่นใจได้ว่าสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่เจือปนจะไม่อาจอยู่รอดหรือสืบพันธ์ุจนเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่ได้ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าน้ำผึ้งอาจมีคุณประโยชน์ในด้านการให้สารอาหาร เร่งให้แผลสมานตัวเร็วขึ้้น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและทำให้ผ้าพันแผลไม่ติดแน่นไปกับแผลหากทาลงบนผิวหนัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ประโยชน์ของน้ำผึ้งที่เคยได้ยินมานั้นสามารถเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ที่มีการแบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติเป็น 7 ระดับ คือ ได้ผล (Effective) น่าจะได้ผล (Likely Effective) อาจได้ผล (Possibly Effective) อาจไม่ได้ผล (Possibly Ineffective) น่าจะไม่ได้ผล (Likely Ineffective) ไม่ได้ผล (Ineffective) และยังมีหลักฐานไม่เพียงพอต่อการบ่งบอกประสิทธิภาพ (Insufficient Evidence to Rate) ได้ระบุประสิทธิภาพในการใช้น้ำผึ้งรักษาโรคต่าง ๆ…

Continue Reading

อาหารลดน้ำหนัก

การมีรูปร่างที่ดี มีน้ำหนักไม่มากจนเกินไปเป็นสิ่งที่หลายคนต่างปรารถนา เพราะนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจแล้วยังหมายถึงสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกิดจากการมีน้ำหนักตัวที่มากเกิน เช่นโรคอ้วน การลดน้ำหนักจึงเป็นกุญแจสำคัญและเป็นเป้าหมายที่ผู้ต้องการมีหุ่นสวย สุขภาพดีต่างมุ่งมั่น slotxo วิธีพื้นฐานอย่างการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย แม้จะเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพและช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด แต่ด้วยเหตุที่ให้ผลช้าหรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำ ปัจจุบันจึงมีการหันมาใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรที่เชื่อว่ามีสรรพคุณลดความอ้วนและกำจัดไขมันส่วนเกินกันอย่างแพร่หลาย อาหารลดน้ำหนักเหล่านี้จะสามารถช่วยได้จริงหรือไม่และทางวิทยาศาสตร์มีการพูดถึงสรรพคุณด้านนี้ว่าอย่างไรบ้าง เมล็ดเจีย ลักษณะเป็นเมล็ดธัญพืชเล็ก ๆ ที่อาจมีสีน้ำตาล ดำ หรือขาวแล้วแต่ชนิด สามารถนำมาปรุงอาหารในรูปแบบที่หลากหลาย และเริ่มได้รับความนิยมในช่วงหลังมานี้ เนื่องจากกล่าวกันว่าเป็นอาหารที่อุดมคุณประโยชน์ ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญหลากชนิด ในขณะที่ให้แคลอรี่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งยังมีกากใยทำให้ช่วยป้องกันท้องผูก โดยสาเหตุที่เชื่อว่าเมล็ดเจียอาจมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักนั้นมาจากความเชื่อที่ว่าเมล็ดเจียที่รับประทานเข้าไปจะพองตัวขึ้นในท้องจนทำให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง นำไปสู่น้ำหนักที่ลดลงในที่สุด ทางวิทยาศาสตร์ได้มีการทดสอบคุณสมบัติในการช่วยลดน้ำหนักของเมล็ดเจีย งานวิจัยหนึ่งที่ทดลองกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 11 คน ด้วยการใช้ขนมปังที่ทำจากเมล็ดเจียจำนวน 7 กรัม 15 กรัม 24 กรัม หรือไม่ใช้เลย ปรากฏว่าการกินขนมปังที่มีเมล็ดเจียในปริมาณต่าง ๆ ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มนานเมื่อระยะเวลาผ่านไป 120 นาที เมื่อเทียบกับขนมปังธรรมดา ทว่าในการทดลองโดยตรงเกี่ยวกับประสิทธิภาพต่อการลดน้ำหนักและลดโอกาสเกิดโรคความเสี่ยงจากการมีน้ำหนักเกินในผู้ใหญ่ ด้วยการแบ่งกลุ่มผู้ทดลองชายหญิงที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนเกินไปจำนวน 76 คน ให้รับประทานเมล็ดเจีย 25 กรัมผสมน้ำ 250 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้งก่อนอาหารมื้อแรกและมื้อสุดท้ายของวัน นาน 12 สัปดาห์ เทียบกับอีกกลุ่มที่ใช้ยาหลอกผสมกับน้ำให้ดื่มแบบเดียวกัน…

Continue Reading